"ในประเทศของท่าน กล่าวกันว่ามีสิทธิเสรีภาพด้านแสดงความคิดเห็น เสรีภาพด้านสื่อ การนับถือศาสนาและอื่นๆ และนั่นคือสิ่งที่ปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเทศของท่าน ถือเป็นระบบการเมืองการปกครอง อัตลักษณ์ประจำชาติและวิถีชีวิตของท่าน
ในประเทศของข้าพเจ้า เราปฏิบัติใช้วัฒนธรรมมลายู อิสลาม ระบบกษัตริย์ และเราจะใช้หลักกฎหมายอิสลาม หลักชะรีอะฮฺ อิสลามได้ปรากฎในรัฐธรรมนูญของเรา คืออัตลักษณ์ประจำชาติของเรา คือสิทธิและวิถีชีวิตของเราเช่นกัน
เราอาจพบจุดอ่อนในกฎหมายและระบบการปกครองของท่าน และท่านอาจพบจุดอ่อนของเราเช่นกัน แต่บรูไนคือประเทศของเรา ในประเทศของท่าน ได้มีกฎหมายคุ้มครองชาวเกย์และกฎหมายอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับโลกของท่านที่ท่านอาศัยอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น เราก็มีสิทธิเช่นเดียวกับท่านที่จะปฏิบัติเพื่อแสดงความเป็นมุสลิมในโลกและอาคิเราะฮฺที่เราเชื่อศรัทธา
นี่คือประเทศอิสลามที่ต้องการปฏิบัติกฎหมายอิสลาม ทำไมท่านไม่เคยวิตกกังวลลูกหลานของท่านที่ถูกกราดยิงตามโรงเรียนต่างๆไม่เว้นแต่ละวัน?
ทำไมท่านไม่เคยวิตกกังวลว่าคุกในประเทศของท่านอาจมีขนาดไม่เพียงพอกับจำนวนนักโทษ ?
ทำไมท่านไม่เคยวิตกกังวลกับสถิติอาชญากรรมที่พุ่งพรวดทุกวัน ?
ท่านไม่เคยวิตกกังวลสถิติของผู้ฆ่าตัวตายและอัตราการทำแท้งของสตรีบ้างใช่ไหม ?
ท่านควรห่วงใยวิกฤติที่กำลังคุกคามประเทศของท่านมากกว่า เกือบทุกศาสนาปฏิเสธลัทธิ "รักร่วมเพศ" และปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เลยพลันที่ท่านระแคะระคายว่าอิสลามและมุสลิมได้แสดงจุดยืนและใช้ความพยายามเพื่อปกปักษ์รักษาอิมานของพวกเขา ท่านรีบพิพากษา บอยคอต และตัดสินว่าเป็นความผิดพลาด เขลาเบาปัญญา และไร้จริยธรรม
ข้าพเจ้าขอให้ท่านทบทวนในการแสดงความวิตกกังวลสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ การอนุญาตให้พลเมืองพกพาอาวุธร้ายแรงตามอำเภอใจ ไม่เป็นความผิดใช่ไหม???
การให้โอกาสแก่ทารกในครรภ์ลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัย เป็นความผิดใช่ไหม???
การใช้ชีวิตตามลัทธิเซกส์เสรีที่สุ่มเสี่ยงกับโรคเอดส์ที่ทำลายล้างความต่อเนื่องของอนุชนรุ่นหลัง เป็นความผิดพลาดใช่หรือไม่???
ทำไมท่านจึงสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา ที่เป็นประเทศอิสลาม ในขณะที่ท่านหลับหูหลับตาทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนกรณีซีเรีย บอสเนีย โรฮิงญา ปาเลสไตน์และอื่นๆ ผู้คนนับพันนับหมื่นได้ล้มตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศเหล่านี้ แต่พวกท่านไม่เคยสนใจใยดีใดๆเลย ทั้งๆที่ในประเทศบรูไน ยังไม่มีใครตายเนื่องจากการปฏิบัติใช้หลักชะรีอะฮฺแม้เพียงคนเดียว แต่ท่านได้กระพือข่าวใหญ่โต ประชาชนชาวบรูไนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายนี้ ต่างก็ยอมรับโดยดีด้วยซ้ำ
ใช่ กฎหมายชะรีอะฮฺอาจดูรุนแรงน่ากลัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกปฏิบัติใช้อย่างง่ายๆตามอำเภอใจ มันจะต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนอย่างรอบคอบและรัดกุมอยู่แล้ว เราจึงยอมรับกฎหมายนี้โดยดี เราสบายใจ และบรูไน รวมเป็นหนึ่ง"
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ช่วงนี้ประเด็นโรฮินจา กำลังเป็นที่สนใจ ผมเลยขอถือโอกาสนี้แปลบทความประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา จาก Wikipedia ต่างประเทศ ให้ได้อ่านกันเป็นความรู้ครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://en.wikipedia.org/wiki/Rohingya_people
ชาวโรฮินจา คือมุสลิมที่อาศัยอยุ่ทางตอนเหนือของยะไข่ (อาระกัน) และพูดภาษาโรฮีนจา นักวิชาการบางคนบอกว่า พวกเขาเป็นคนพื้นเมืองในยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า พวกเขาเป็นผู้อพยพมาจากเบงกอล ในช่วงที่อังกฤษปกครอง และบางส่วนก็มาในช่วงที่พม่าได้รับเอกราช และช่วงสงครามกลางเมืองในบังคลาเทศ
มุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาระกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่จำนวนไม่สามารถระบุได้แน่ชัด หลังจากสงคราม Anglo-Burmese ในปี 1826 อังกฤษ เข้าปกครองอาระกัน และอพยพผู้คนจากเบงกอลเข้ามาใช้แรงงาน จำนวนประชากรของมุสลิมคิดเป็น 5% ของชาวอาระกันในขณะนั้น (1869) แต่หลังจากนั้นไม่นาน จำนวนประชากรโรฮิงยาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บันทึกตามสัมโนประชากรของอังกฤษระหว่างปี 1872 และ 1991 ได้ระบุว่าจะนวนประชากรมุสลิมในยะไข่ เพิ่มขึ้นจาก 58,255 คนเป็น 178,646 คน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความรุนแรงระหว่างกองกำลังมุสลิม ที่อังกฤษติดอาวุธให้ กับกองกำลังชาวยะไข่พื้นเมือง ทำให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น ในปี 1982 นายพลเนวินได้ทำรัฐประหารสำเร็จ และปฏิเสธความเป็นพลเมืองพม่าของชาวโรฮินจา
ประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา
ยุคสมัยอณาจักร มรัคอู
หลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมุสลิมเบงกอลในดินแดนอาระกันครั้งแรก ย้อนกลับไปได้ถึงยุคของกษัตริย์ชาวพุทธนามว่า นรเมขลา (1430-1434) แห่งอาณาจักร มรัคอู (Mrauk U) หลังจากที่กษัตริย์นรเมขลาได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในเบงกอล(บังคลาเทศ)เป็นเวลา 24 ปี เขาได้กลับมาครองบันลังก์ได้อีกครั้งในปี 1430 โดยการสนับสนุนด้านกำลังทหารจากสุลต่านเบงกอล ทหารชาวเบงกอลที่มากับกษัตร์ย์นรเมขลา จึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอาระกัน หลังจากนั้น เขายกดินแดนบางส่วนให้สุลต่านเบงกอล และยอมรับอธิปไตยของสุลต่านเบงกอลเหนือดินแดนเหล่านั้น
เพื่อแสดงถึงความเป็นข้าราชบริพานในสุลต่านเบงกอล ราชาอาระกันได้ใช้ชื่อแบบอิสลาม และนำเงินเหรียญอิสลามมาใช้ในราชอาณาจักร กษัตริย์นรเมขลา ได้สร้างเหรียญที่มีอักษรพม่าอยู่ด้านหนึ่ง และอักษรเปอเซียอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ความเป็นรัฐทาสของอาระกันต่อเบงกอลเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ หลักจากที่สุลต่าน Jalaluddin Muhammad Shah ตายลงในปี 1433 ผู้สืบทอดของกษัตริย์นรเมขลาก็ตอบแทนด้วยการเข้ายึดเมืองรามูในปี 1437 และจิตะกองในปี 1459 อารกันได้ยึดครองจิตะกองไปจนถึงปี 1666
( ใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม อ่าน THESE BUDDHIST KINGS WITH MUSLIM NAMES
http://aboutarakaneng.blogspot.com/2013/01/these-buddhist-kings-with-muslim-names.html
)
ยุคแห่งชัยชนะของพม่า
หลังจากที่พม่าได้ชัยชนะต่ออาระกันในปี 1785 ชาวอาระกันจำนวน 35,000 คนได้หนีเข้าไปในเขตจิตตะกองของบริติชเบงกอลในปี 1799 เพื่อหนีเอาชีวิตรอด และแสวงหาการคุ้มครองจากบริติชอินเดีย ผู้ปกครองพม่าได้ประหารชาวอาระกันนับพันคน และขนย้ายประชากรส่วนที่เหลือ เข้าไปที่ภาคกลางของพม่า ทิ้งอาระกันให้เป็นดินแดนที่แทบจะร้างผู้คนไปจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดครอง ในระหว่างนั้น มีฑูตคนหนึ่งชื่อ Sir Henry Yule พบเห็นชาวมุสลิมจำนวนมาก ทำงานรับใช้ราชวงศ์พม่าในฐานะขันที และขันทีมุสลิมเหล่านี้ มาจากอาระกัน
ยุคการปกครองของจักรวรรดิ์อังกฤษ
อังกฤษได้ส่งเสริมให้ชาวเบงกอลที่อยู่ในดินแดนใกล้เคียง อพยพเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนอาระกัน ในฐานะผู้ใช้แรงงานในฟาร์ม อังกฤษได้ยกเลิกเขตแดนระหว่างเบงกอลและ อาระกัน ทำให้มีไม่ข้อจำกัดในการอพยพระหว่างดินแดน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวเบงกอลนัพพัน จากจิตตะกอง ได้เข้ามาตั้งรกรากในอาระกันและหางานทำ
สำมะโนประชากรของอังกฤษปี 1871 รายงานว่ามีมุสลิมอยู่ 58,255 คนในยะไข่ และในปี 1911 จำนวนมุสลิมได้เพิ่มขึ้นเป็น 178,647 คน คลื่นของผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้ามาตามความต้องการแรงงานราคาถูกในกิจการข้าวเปลือกของบริติชอินเดีย ผู้อพยพจากเบงกอล ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากจิตตะกอง หลั่งไหลกันเข้ามาสู่เมืองทางตะวันตกของอาระกัน การอพยพของขาวอินเดีย(ในขณะนั้น) เข้าสู่พม่า ได้กลายเป็นปรากฎการณ์ระดับชาติของพม่า ไม่ใช่แค่ในอาระกัน
นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ชาวอินเดียเข้าไปตั้งรกรากในพม่าไม่ต่ำกว่า 250,000 คนต่อปี จำนวนผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนถึงจุดสุดยอดในปี 1927 ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพสูงถึง 480,000 คน ย่างกุ้งได้แซงหน้านิวยอร์คในการเป็นปลายทางของผู้อพยพสูงสุดในโลก เมืองใหญ่หลายเมืองของพม่าอย่าง ย่างกุ้ง,ยะไข่, Bassein,Moulmein ผู้อพยพชาวอินเดีย กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ ชาวพม่าต้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง
ผลกระทบของการย้ายถิ่นฐานมีความรุนแรงโดยเฉพาะในอาระกัน ในปี 1939 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษได้แจ้งเตือนถึงความเป็นปรปักษ์กันระหว่างชาวอาระกันพื้นเมืองที่นับถือพุทธ กับผู้อพยพชาวมุสลิม และจัดตั้งคณะกรรมการนำโดย James Ester และ Tin Tut เพื่อศึกษาประเด็นการอพยพของมุสลิมเข้ามาในอาระกัน คณะกรรมการได้ให้คำแนะนำให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระหว่างเขตแดนของทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดีผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้อังกฤษต้องถอนกำลังออกจากอาระกัน
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าสู่พม่า ทำให้กองกำลังของอังกฤษต้องถอนกำลังไป และหมดอำนาจในดินแดนอาระกัน ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นระหว่าง ชาวอาระกันพื้นเมือง กับชุมชนมุสลิม อังกฤษได้มอบอาวุธให้กับมุสลิมโรฮินจาทางตอนเหนือของอาระกัน เพื่อสร้างแนวป้องกันการบุกของกองทัพญี่ปุ่น ในขณะที่ตัวเองกำลังหนีตาย แต่ชาวมุสลิมกลับใช้อาวุธนั้นเข้าทำลายหมู่บ้านของชาวอาระกัน แทนที่จะนำไปต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น
ในเดือนมีนาคม 1942 ชาวโรฮินจาจากตอนเหนือของอาระกัน สังหารชาวอาระกันพื้นเมืองไปราว 20,000 คน และเพื่อตอบโต้ มุสลิมในเมือง Minbya และ Mrohaung จึงถูกชาวอาระกัน และ Karenni ฆ่าไปประมาณ 5,000 คน ในระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นได้กระทำการฆ่า ข่มขืน และทรมาณชาวมุสลิมในอาระกัน ทำให้มุสลิมอาระกันราวๆ 22,000 ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปเบงกอล นอกจากนี้ความรุนแรงยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่มุสลิมในอาระกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาวอินเดีย และอังกฤษ ที่เข้ามาพำนักในช่วง ที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
เพื่อเตรียมการบุกกลับเข้าสู่พม่า อังกฤษได้จัดตั้งกองกำลังทหารอาสา (V-Force) กับชาวโรฮินจา ในช่วงสามปีที่อังกฤษสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น กองกำลังโรฮินจามุ่งโจมตีชุมชนชาวอาระกัน ใช้อาวุธที่ได้รับจากอังกฤษ เข้าทำลายวัดพุทธ โบสถ์วิหาร เจดีย์ และบ้านเรือนชาวอาระกันอย่างโหดเหี้ยม
ยุคจลาจลหลังสงครามโลก
ในระหว่างที่ปากีสถาน กำลังต่อสู้ทางการเมืองเพื่อแยกตัวออกจากอินเดีย ในปี 1940 มุสลิมโรฮินจา ได้ก่อตั้งองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดน ไปรวมกับปากีสถานตะวันออก ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชในปี 1948 ผู้นำมุสลิมได้ติดต่อกับ โมฮัมหมัด อาลี จินนาร์ ผู้ก่อตั้งปากีสถาน และขอความช่วยเหลือในการรวบรวมดินแดน Mayu เข้ากับ ปากีสถาน โดยอ้างความเข้ากันได้ทางศาสนาและสภาพตามภูมิศาสตร์ สองเดือนต่อมา กลุ่มสันนิบาตมุสลิมอาระกันตอนเหนือก็ถูกจัดตั้งขึ้นในเมืองหลวงของยะไข่ โดยมีเป้าหมายจะรวมดินแดนกับปากีสถาน แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเพราะผู้นำปากีสถานปฏิเสธ และกล่าวว่าเขาจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของพม่า
หลังจากที่ถูกผู้นำปากีสถานปฏิเสธ ผู้อาวุโสของโรฮินจา ได้ก่อตั้งกลุ่มนักรบมูจาฮีดีน เพื่อดำเนินการจีฮัดในพื้นที่ตอนเหนือของอาระกันในปี 1947 เป้าหมายของกลุ่มมูจาฮีดีน คือการสร้างรัฐอิสลามอิสระขึ้นในอาระกัน ในช่วงปี 1950s พวกเขาเริ่มใช้คำเรียกตัวเองว่า "โรฮินจา" เพื่อสร้างอัตลักษณ์สำหรับอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน ขบวนการของพวกเขามีความก้าวหน้ามากในช่วงก่อนปี 1962 ที่จะมีการปฏิวัติโดยนายพลเนวิน เนวินได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อต้านโรฮินจาตลอดสองทศวรรต ส่งผลให้มุสลิมในพื้นที่ต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังคลาเทศในฐานะผู้ลี้ภัยสงคราม
ยุคหลังได้รับเอกราช และสงครามกลางเมืองบังคลาเทศ
จำนวนของผู้อพยพจากบังคลาเทศ หลังจากที่พม่าได้รับเอกราช ยังไม่แน่ชัดและเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
ในปี 1955 มีการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ผู้เขียนคือ Virginia Thompson and Richard Adloff ได้เขียนว่า "การอพยพหลังสงครามจากจิตตะกอง เข้าไปดินแดนนั้น เกิดขึ้นในระดับใหญ่มาก ในพื้นที่ Maungdaw and Buthidaung พวกเขาได้เข้าแทนที่ชาวอาระกัน"
ในระหว่างปี 1971 ถึง 1973 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในบังคลาเทศ ประกอบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทำให้เกิดการอพยพของมุสลิมเบงกาลีราวๆ 10 ล้านคน เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของยะไข่
ในปี 1975 บังคลาเทศได้ส่งทูตไปเจรจากับพม่า เพื่อขอร้องให้พม่าอย่าขับไล่ ผู้บุกรุก 500,000 คนในอาระกันในระหว่างที่การเมืองภายในบังคลาเทศกำลังวุ่นวาย ในขณะที่กลุ่มพระสงฆ์ก็ออกมาประท้วงรัฐบาลโดยชูประเด็นว่าการอพยพของมุสลิมบังคลาเทศเข้ามาจะทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนแปลงไป นายพลเนวินได้ร้องขอสหประชาชาติเพื่อส่งคืนผู้ลี้ภัย และใช้กำลังทหารขับดันผู้อพยพ 200,000 คนกลับบังคลาเทศในปี 1978 บังคลาเทศประท้วงรัฐบาลพม่าและกล่าวหาว่า ได้ใช้กำลังขับไล่ประชากรมุสลิมพม่านับพันเข้าสู่บังคลาเทศ รัฐบาลพม่าตอบกลับว่าคนเหล่านั้นเป็นประชากรของบังคลาเทศ ที่เข้ามาอาศัยในพม่าอย่างผิดกฎหมาย หลังจากการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ นายพลเนวินตกลงรับผุ้ลี้ภัยจำนวน 200,000 คน กลับมาพำนักในอาระกัน ในปี 1982 รัฐบาลบังคลาเทศได้แก้ไขกฏหมายพลเมืองและประกาศว่า "โรฮินจา" ทั้งหมด ไม่ใช่คนสัญชาติบังคลาเทศ และในปีเดียวกัน รัฐบาลพม่าก็ตรากฎหมายพลเมืองและประกาศว่า "ชาวเบงกาลี" เป็นชาวต่างชาติ
ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาในปัจจุบัน (1990-ปัจจุบัน)
ตั้งแต่ปี 1990 ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาแตกต่างจากในยุค 1950 ที่ใช้กองกำลังติดอาวุธก่อกบฏ การดำเนินการในยุคใหม่มุ่งเน้นการล็อบบี้ต่างชาติ โดยชาวโรฮินจาที่หลบหนีออกมาได้ มีการสร้างเรื่องชนพื้นเมืองโรฮินจา โดยนักวิชาการโรฮินจา และเผยแพร่คำว่า "โรฮินจา" และใช้นักการเมืองปฏิเสธถิ่นกำเนิดในเบงกาลี นักวิชาการโฮินจาอ้างว่า ยะไข่เคยเป็นรัฐอิสลามมานับพันปี หรือมีกษัตริย์มุสลิมปกครองยะไข่เป็นเวลา 350 ปี สมาชิกสภาชาวโรฮินจายังเคยกล่าวว่า "โรฮินจาอยู่ฮาศัยในยะไข่มาตั้งแต่ยุคที่พระเจ้าสร้างโลก อาระกันเป็นของเรา และมันเคยตกเป็นดินแดนของอินเดียมา 1,000 ปี" พวกเขามักจะย้อยรอยถิ่นกำเนิดของโรฮินจาไปถึงนักเดินเรือชาวอาหรับ แต่การกล่าวอ้างนี้ถูกปฏิเสธในวงวิชาการว่าเป็น "นิทานที่แต่งขึ้นใหม่" นักการเมืองโรฮินจาบางคนใช้วิธีการตราหน้านักประวัติศาสตร์นานาชาติว่า เข้าข้างชาวยะไข่ เพื่อปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานอ้างอิง แม้กระนั้น เรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างหลังการจลาจลในปี 2012
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://en.wikipedia.org/wiki/Rohingya_people
ชาวโรฮินจา คือมุสลิมที่อาศัยอยุ่ทางตอนเหนือของยะไข่ (อาระกัน) และพูดภาษาโรฮีนจา นักวิชาการบางคนบอกว่า พวกเขาเป็นคนพื้นเมืองในยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า พวกเขาเป็นผู้อพยพมาจากเบงกอล ในช่วงที่อังกฤษปกครอง และบางส่วนก็มาในช่วงที่พม่าได้รับเอกราช และช่วงสงครามกลางเมืองในบังคลาเทศ
มุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาระกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่จำนวนไม่สามารถระบุได้แน่ชัด หลังจากสงคราม Anglo-Burmese ในปี 1826 อังกฤษ เข้าปกครองอาระกัน และอพยพผู้คนจากเบงกอลเข้ามาใช้แรงงาน จำนวนประชากรของมุสลิมคิดเป็น 5% ของชาวอาระกันในขณะนั้น (1869) แต่หลังจากนั้นไม่นาน จำนวนประชากรโรฮิงยาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บันทึกตามสัมโนประชากรของอังกฤษระหว่างปี 1872 และ 1991 ได้ระบุว่าจะนวนประชากรมุสลิมในยะไข่ เพิ่มขึ้นจาก 58,255 คนเป็น 178,646 คน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความรุนแรงระหว่างกองกำลังมุสลิม ที่อังกฤษติดอาวุธให้ กับกองกำลังชาวยะไข่พื้นเมือง ทำให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น ในปี 1982 นายพลเนวินได้ทำรัฐประหารสำเร็จ และปฏิเสธความเป็นพลเมืองพม่าของชาวโรฮินจา
ประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา
ยุคสมัยอณาจักร มรัคอู
หลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมุสลิมเบงกอลในดินแดนอาระกันครั้งแรก ย้อนกลับไปได้ถึงยุคของกษัตริย์ชาวพุทธนามว่า นรเมขลา (1430-1434) แห่งอาณาจักร มรัคอู (Mrauk U) หลังจากที่กษัตริย์นรเมขลาได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในเบงกอล(บังคลาเทศ)เป็นเวลา 24 ปี เขาได้กลับมาครองบันลังก์ได้อีกครั้งในปี 1430 โดยการสนับสนุนด้านกำลังทหารจากสุลต่านเบงกอล ทหารชาวเบงกอลที่มากับกษัตร์ย์นรเมขลา จึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอาระกัน หลังจากนั้น เขายกดินแดนบางส่วนให้สุลต่านเบงกอล และยอมรับอธิปไตยของสุลต่านเบงกอลเหนือดินแดนเหล่านั้น
เพื่อแสดงถึงความเป็นข้าราชบริพานในสุลต่านเบงกอล ราชาอาระกันได้ใช้ชื่อแบบอิสลาม และนำเงินเหรียญอิสลามมาใช้ในราชอาณาจักร กษัตริย์นรเมขลา ได้สร้างเหรียญที่มีอักษรพม่าอยู่ด้านหนึ่ง และอักษรเปอเซียอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ความเป็นรัฐทาสของอาระกันต่อเบงกอลเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ หลักจากที่สุลต่าน Jalaluddin Muhammad Shah ตายลงในปี 1433 ผู้สืบทอดของกษัตริย์นรเมขลาก็ตอบแทนด้วยการเข้ายึดเมืองรามูในปี 1437 และจิตะกองในปี 1459 อารกันได้ยึดครองจิตะกองไปจนถึงปี 1666
( ใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม อ่าน THESE BUDDHIST KINGS WITH MUSLIM NAMES
http://aboutarakaneng.blogspot.com/2013/01/these-buddhist-kings-with-muslim-names.html
)
ยุคแห่งชัยชนะของพม่า
หลังจากที่พม่าได้ชัยชนะต่ออาระกันในปี 1785 ชาวอาระกันจำนวน 35,000 คนได้หนีเข้าไปในเขตจิตตะกองของบริติชเบงกอลในปี 1799 เพื่อหนีเอาชีวิตรอด และแสวงหาการคุ้มครองจากบริติชอินเดีย ผู้ปกครองพม่าได้ประหารชาวอาระกันนับพันคน และขนย้ายประชากรส่วนที่เหลือ เข้าไปที่ภาคกลางของพม่า ทิ้งอาระกันให้เป็นดินแดนที่แทบจะร้างผู้คนไปจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดครอง ในระหว่างนั้น มีฑูตคนหนึ่งชื่อ Sir Henry Yule พบเห็นชาวมุสลิมจำนวนมาก ทำงานรับใช้ราชวงศ์พม่าในฐานะขันที และขันทีมุสลิมเหล่านี้ มาจากอาระกัน
ยุคการปกครองของจักรวรรดิ์อังกฤษ
อังกฤษได้ส่งเสริมให้ชาวเบงกอลที่อยู่ในดินแดนใกล้เคียง อพยพเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนอาระกัน ในฐานะผู้ใช้แรงงานในฟาร์ม อังกฤษได้ยกเลิกเขตแดนระหว่างเบงกอลและ อาระกัน ทำให้มีไม่ข้อจำกัดในการอพยพระหว่างดินแดน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวเบงกอลนัพพัน จากจิตตะกอง ได้เข้ามาตั้งรกรากในอาระกันและหางานทำ
สำมะโนประชากรของอังกฤษปี 1871 รายงานว่ามีมุสลิมอยู่ 58,255 คนในยะไข่ และในปี 1911 จำนวนมุสลิมได้เพิ่มขึ้นเป็น 178,647 คน คลื่นของผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้ามาตามความต้องการแรงงานราคาถูกในกิจการข้าวเปลือกของบริติชอินเดีย ผู้อพยพจากเบงกอล ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากจิตตะกอง หลั่งไหลกันเข้ามาสู่เมืองทางตะวันตกของอาระกัน การอพยพของขาวอินเดีย(ในขณะนั้น) เข้าสู่พม่า ได้กลายเป็นปรากฎการณ์ระดับชาติของพม่า ไม่ใช่แค่ในอาระกัน
นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ชาวอินเดียเข้าไปตั้งรกรากในพม่าไม่ต่ำกว่า 250,000 คนต่อปี จำนวนผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนถึงจุดสุดยอดในปี 1927 ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพสูงถึง 480,000 คน ย่างกุ้งได้แซงหน้านิวยอร์คในการเป็นปลายทางของผู้อพยพสูงสุดในโลก เมืองใหญ่หลายเมืองของพม่าอย่าง ย่างกุ้ง,ยะไข่, Bassein,Moulmein ผู้อพยพชาวอินเดีย กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ ชาวพม่าต้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง
ผลกระทบของการย้ายถิ่นฐานมีความรุนแรงโดยเฉพาะในอาระกัน ในปี 1939 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษได้แจ้งเตือนถึงความเป็นปรปักษ์กันระหว่างชาวอาระกันพื้นเมืองที่นับถือพุทธ กับผู้อพยพชาวมุสลิม และจัดตั้งคณะกรรมการนำโดย James Ester และ Tin Tut เพื่อศึกษาประเด็นการอพยพของมุสลิมเข้ามาในอาระกัน คณะกรรมการได้ให้คำแนะนำให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระหว่างเขตแดนของทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดีผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้อังกฤษต้องถอนกำลังออกจากอาระกัน
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าสู่พม่า ทำให้กองกำลังของอังกฤษต้องถอนกำลังไป และหมดอำนาจในดินแดนอาระกัน ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นระหว่าง ชาวอาระกันพื้นเมือง กับชุมชนมุสลิม อังกฤษได้มอบอาวุธให้กับมุสลิมโรฮินจาทางตอนเหนือของอาระกัน เพื่อสร้างแนวป้องกันการบุกของกองทัพญี่ปุ่น ในขณะที่ตัวเองกำลังหนีตาย แต่ชาวมุสลิมกลับใช้อาวุธนั้นเข้าทำลายหมู่บ้านของชาวอาระกัน แทนที่จะนำไปต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น
ในเดือนมีนาคม 1942 ชาวโรฮินจาจากตอนเหนือของอาระกัน สังหารชาวอาระกันพื้นเมืองไปราว 20,000 คน และเพื่อตอบโต้ มุสลิมในเมือง Minbya และ Mrohaung จึงถูกชาวอาระกัน และ Karenni ฆ่าไปประมาณ 5,000 คน ในระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นได้กระทำการฆ่า ข่มขืน และทรมาณชาวมุสลิมในอาระกัน ทำให้มุสลิมอาระกันราวๆ 22,000 ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปเบงกอล นอกจากนี้ความรุนแรงยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่มุสลิมในอาระกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาวอินเดีย และอังกฤษ ที่เข้ามาพำนักในช่วง ที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
เพื่อเตรียมการบุกกลับเข้าสู่พม่า อังกฤษได้จัดตั้งกองกำลังทหารอาสา (V-Force) กับชาวโรฮินจา ในช่วงสามปีที่อังกฤษสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น กองกำลังโรฮินจามุ่งโจมตีชุมชนชาวอาระกัน ใช้อาวุธที่ได้รับจากอังกฤษ เข้าทำลายวัดพุทธ โบสถ์วิหาร เจดีย์ และบ้านเรือนชาวอาระกันอย่างโหดเหี้ยม
ยุคจลาจลหลังสงครามโลก
ในระหว่างที่ปากีสถาน กำลังต่อสู้ทางการเมืองเพื่อแยกตัวออกจากอินเดีย ในปี 1940 มุสลิมโรฮินจา ได้ก่อตั้งองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดน ไปรวมกับปากีสถานตะวันออก ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชในปี 1948 ผู้นำมุสลิมได้ติดต่อกับ โมฮัมหมัด อาลี จินนาร์ ผู้ก่อตั้งปากีสถาน และขอความช่วยเหลือในการรวบรวมดินแดน Mayu เข้ากับ ปากีสถาน โดยอ้างความเข้ากันได้ทางศาสนาและสภาพตามภูมิศาสตร์ สองเดือนต่อมา กลุ่มสันนิบาตมุสลิมอาระกันตอนเหนือก็ถูกจัดตั้งขึ้นในเมืองหลวงของยะไข่ โดยมีเป้าหมายจะรวมดินแดนกับปากีสถาน แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเพราะผู้นำปากีสถานปฏิเสธ และกล่าวว่าเขาจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของพม่า
หลังจากที่ถูกผู้นำปากีสถานปฏิเสธ ผู้อาวุโสของโรฮินจา ได้ก่อตั้งกลุ่มนักรบมูจาฮีดีน เพื่อดำเนินการจีฮัดในพื้นที่ตอนเหนือของอาระกันในปี 1947 เป้าหมายของกลุ่มมูจาฮีดีน คือการสร้างรัฐอิสลามอิสระขึ้นในอาระกัน ในช่วงปี 1950s พวกเขาเริ่มใช้คำเรียกตัวเองว่า "โรฮินจา" เพื่อสร้างอัตลักษณ์สำหรับอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน ขบวนการของพวกเขามีความก้าวหน้ามากในช่วงก่อนปี 1962 ที่จะมีการปฏิวัติโดยนายพลเนวิน เนวินได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อต้านโรฮินจาตลอดสองทศวรรต ส่งผลให้มุสลิมในพื้นที่ต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังคลาเทศในฐานะผู้ลี้ภัยสงคราม
ยุคหลังได้รับเอกราช และสงครามกลางเมืองบังคลาเทศ
จำนวนของผู้อพยพจากบังคลาเทศ หลังจากที่พม่าได้รับเอกราช ยังไม่แน่ชัดและเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
ในปี 1955 มีการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ผู้เขียนคือ Virginia Thompson and Richard Adloff ได้เขียนว่า "การอพยพหลังสงครามจากจิตตะกอง เข้าไปดินแดนนั้น เกิดขึ้นในระดับใหญ่มาก ในพื้นที่ Maungdaw and Buthidaung พวกเขาได้เข้าแทนที่ชาวอาระกัน"
ในระหว่างปี 1971 ถึง 1973 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในบังคลาเทศ ประกอบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทำให้เกิดการอพยพของมุสลิมเบงกาลีราวๆ 10 ล้านคน เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของยะไข่
ในปี 1975 บังคลาเทศได้ส่งทูตไปเจรจากับพม่า เพื่อขอร้องให้พม่าอย่าขับไล่ ผู้บุกรุก 500,000 คนในอาระกันในระหว่างที่การเมืองภายในบังคลาเทศกำลังวุ่นวาย ในขณะที่กลุ่มพระสงฆ์ก็ออกมาประท้วงรัฐบาลโดยชูประเด็นว่าการอพยพของมุสลิมบังคลาเทศเข้ามาจะทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนแปลงไป นายพลเนวินได้ร้องขอสหประชาชาติเพื่อส่งคืนผู้ลี้ภัย และใช้กำลังทหารขับดันผู้อพยพ 200,000 คนกลับบังคลาเทศในปี 1978 บังคลาเทศประท้วงรัฐบาลพม่าและกล่าวหาว่า ได้ใช้กำลังขับไล่ประชากรมุสลิมพม่านับพันเข้าสู่บังคลาเทศ รัฐบาลพม่าตอบกลับว่าคนเหล่านั้นเป็นประชากรของบังคลาเทศ ที่เข้ามาอาศัยในพม่าอย่างผิดกฎหมาย หลังจากการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ นายพลเนวินตกลงรับผุ้ลี้ภัยจำนวน 200,000 คน กลับมาพำนักในอาระกัน ในปี 1982 รัฐบาลบังคลาเทศได้แก้ไขกฏหมายพลเมืองและประกาศว่า "โรฮินจา" ทั้งหมด ไม่ใช่คนสัญชาติบังคลาเทศ และในปีเดียวกัน รัฐบาลพม่าก็ตรากฎหมายพลเมืองและประกาศว่า "ชาวเบงกาลี" เป็นชาวต่างชาติ
ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาในปัจจุบัน (1990-ปัจจุบัน)
ตั้งแต่ปี 1990 ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาแตกต่างจากในยุค 1950 ที่ใช้กองกำลังติดอาวุธก่อกบฏ การดำเนินการในยุคใหม่มุ่งเน้นการล็อบบี้ต่างชาติ โดยชาวโรฮินจาที่หลบหนีออกมาได้ มีการสร้างเรื่องชนพื้นเมืองโรฮินจา โดยนักวิชาการโรฮินจา และเผยแพร่คำว่า "โรฮินจา" และใช้นักการเมืองปฏิเสธถิ่นกำเนิดในเบงกาลี นักวิชาการโฮินจาอ้างว่า ยะไข่เคยเป็นรัฐอิสลามมานับพันปี หรือมีกษัตริย์มุสลิมปกครองยะไข่เป็นเวลา 350 ปี สมาชิกสภาชาวโรฮินจายังเคยกล่าวว่า "โรฮินจาอยู่ฮาศัยในยะไข่มาตั้งแต่ยุคที่พระเจ้าสร้างโลก อาระกันเป็นของเรา และมันเคยตกเป็นดินแดนของอินเดียมา 1,000 ปี" พวกเขามักจะย้อยรอยถิ่นกำเนิดของโรฮินจาไปถึงนักเดินเรือชาวอาหรับ แต่การกล่าวอ้างนี้ถูกปฏิเสธในวงวิชาการว่าเป็น "นิทานที่แต่งขึ้นใหม่" นักการเมืองโรฮินจาบางคนใช้วิธีการตราหน้านักประวัติศาสตร์นานาชาติว่า เข้าข้างชาวยะไข่ เพื่อปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานอ้างอิง แม้กระนั้น เรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างหลังการจลาจลในปี 2012
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขข้อความเมื่อ 11 พฤษภาคม 2558 เวลา 15:42:14 น.
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เกลียดแม่ง จนเขียนกลอนเป็น ไอ้อี
สมองหมาปัญญาควาย อีขายชาติ ไอ้อุบาท ชาติชั่ว มั่วตันหา กูจะกร่น กูจะแช่ง ทรรา ให้ชีวา มึงอัปรีย์ ชีวีวาย มึงขายตัว ขายชาติ ขาดสำนึก เอาข้าศึก ยึดแผ่นดิน ถิ่นอาศัย มึงไอ้ชั่ว ไอ้เลว เวรตะไล ไสหัวไป อยู่กะเหลี่ยม เตรียมตัวตาย! ...สัส...
กูอดทน ให้พวกมาร มานานแล้ว
กูอดทน ให้พวกมาร มานานแล้ว เพราะกูขาด แนวร่วม คนหาญ กล้า บัดนี้มาร เหิมเกริม อหังการ์ กูจึงมา แสดงพลัง ขับไล่มาร ทั้งหญิงชาย หนุ่มสาว คนเฒ่าแก่ ไม่ยอมแพ้ จะขอสู้ อย่าง ห้าวหาญ
จะขอสู้ ทั้งชีวิต จิตวิญญาณ ประเทศไทย คือบ้าน ของพวกกู! ถึงเวลา ไล่คนชั่ว ไปพ้นบ้าน
ถึงเวลา ที่ต้องหาญ มาต่อสู้
ถึงเวลา พวกเรา ต้องเชิดชู
ให้โลกรู้ กูรัก แผ่นดินไทย! ใครจะหยาม กูไม่ยอม กูพร้อมสู้ ให้โลกรู้ กูแข็งแกร่ง สักแค่ ไหน เห็นพวกกู อดทนจนได้ใจ มาคราวนี้ประเทศไทยต้องไร้ มาร! อย่างพวกมึง!
ดร. เสรี วงษ์มณฑา 23 พ.ย 56
วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ขำขำ 2 จาก กนก
1.) ผู้หญิง 2 คนคุยกัน
"ถ้าจะมีผัวระหว่างไฟฟ้า กับตำรวจแกจะเลือกใคร"
"ไฟฟ้าซิยะ"
"ทำไมอะ !"
"ตำรวจ จับอย่างเดียว..
แต่ไฟฟ้า จับแล้วดูดด้วย"
2.) หลังจากที่พ่อแม่หย่ากัน ลูกชายตัวน้อยเดินผ่านห้องนอนของแม่ที่เปิดประตูแง้มอยู่ และเห็นแม่กำลังลูบไล้ตัวเองและร้องครางเบาๆ ว่า
"ฉันอยากได้ผู้ชาย ฉันต้องการผู้ชาย"
เด็กชายตัวน้อยเกิดความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกับแม่ และเขาก็ยังเห็นแม่ทำอย่างนี้อีกหลายครั้งในเดือนนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเดินผ่านห้องนอนของแม่ และเห็นว่ามีผู้ชายจริงๆกำลังถึ่งโป๊ะแม่อยู่ในห้อง เห็นแบบนั้นเด็กรีบวิ่งกลับไปที่ห้องนอนตัวเอง แล้วกระโดดขึ้นเตียงลูบตัวเองทันที พร้อมกับพูดเบาๆว่า
"หนูอยากได้จักรยาน หนูต้องการจักรยาน"
3.) มีครอบครัวหนึ่ง มีผู้หญิงทั้งที่เป็นสาว และไม่สาวอยู่ 4 คน คืนนั้นผู้ชายของบ้านนี้ เค้าไปช่วยกันหาควายที่หลงป่าอยู่ ทั้งวัน ทั้งคืน จึงค้างแรมที่ป่า ไม่ได้กลับมานอนบ้าน
ในคืนนั้นเอง โจรได้เข้าปล้นบ้านที่เหลืออยู่แต่ผู้หญิงพอดี โจรมันปล้นเอาทรัพย์สินและพากัน "ข่มขืน" ผู้หญิงในบ้านนั้นทีละคนๆ จนเหลือเพียงแต่ยาย อายุ 70 ปี เป็นคนสุดท้าย ทุกคนในบ้านต่างพากันขอร้อง..วิงวอนโจรได้โปรดปราณียายเค้าเถอะ..ยายเค้าแก่แล้ว…พอยายได้ฟังดังนั้นก็ กลับตวาดลูกหลานว่า …“พวกเองไม่ต้องเสือก ปล่อยให้คุณโจรเขาพิจารณาเอง”
4.) มีพระราชาอยู่องค์นึง เดินเที่ยวในป่า พอดีเจองูตัวหนึ่งซึ่งเป็นงูวิเศษ งูบอกให้พระราชาหยุดขบวนก่อน เพราะงูจะข้ามไปอีกฟากนึก พระราชาก็หยุดให้ งูซาบซึ้งในน้ำใจ จึงบอกว่าตัวเรานี้เป็นงูวิเศษ เราจะให้พรเจ้าสามประการ พระราชาจึงบอกว่า ข้อแรกขอให้หล่อเหมือนผู้ประกาศข่าวเนชั่น ข้อสองขอให้เสียงดีเหมือนกนก รัตน์วงศ์สกุล และข้อสุดท้ายขอให้มี !!!..ใหญ่เหมือนม้าที่ขี่มา งูก็ตกลง
พอพระราชากลับวัง แล้วรีบขึ้นไปข้างบน ไปดูกระจก เห็นหน้าตาของตนหล่อเหลาเหมือนผู้ประกาศก็ดีใจ จากนั้นไปหยิบกีตาร์มาเล่นและร้องเพลงประกอบ เสียงก็เพราะมาก จากนั้นก็เข้าไปในห้องน้ำ จ๊าก!!! เสียงของพระราชาดังลั่นพระราชวัง ทหารผู้ติดตามรีบขึ้นมาดู แล้วถามว่าเป็นอะไร พระราชาก็บอกว่า "ข้าลืมไปว่าเมื่อกี้ข้าขี่ม้าตัวเมีย"
5.) เรื่องเกิดขึ้นในท้องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตั้งท้องเป็นเด็กแฝดสามคน
เด็กทั้งสามได้คุยกันว่า………
แฝดคนที่ 1 : โดขึ้นข้าอยากเป็นนักว่ายน้ำเพราะว่าข้าฝึกว่ายน้ำในท้องแม่ทุกวันเลย ฮ่าๆๆ
แฝดคนที่ 2 : ส่วนข้าอยากเป็นศิลปินเพราะว่าอวัยวะภายในของแม่ช่างสวยจริงๆ
แฝดคนที่ 3 : ข้าอยากเป็นนักมวย!!! แฝดคนที่สามพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโห..
แฝดทั้ง 2 คน : อ้าวทำไมถึงอยากเป็นนักมวยล่ะ?
แฝดคนที่ 3 : เดี๋ยวถ้า "ไอ้หัวเหม่งแดง" นั่นโผล่เข้าโผล่ออกอีกเมื่อไหร่ จะชกให้หน้าหงายเลย!! คอยดู ^^
"ถ้าจะมีผัวระหว่างไฟฟ้า กับตำรวจแกจะเลือกใคร"
"ไฟฟ้าซิยะ"
"ทำไมอะ !"
"ตำรวจ จับอย่างเดียว..
แต่ไฟฟ้า จับแล้วดูดด้วย"
2.) หลังจากที่พ่อแม่หย่ากัน ลูกชายตัวน้อยเดินผ่านห้องนอนของแม่ที่เปิดประตูแง้มอยู่ และเห็นแม่กำลังลูบไล้ตัวเองและร้องครางเบาๆ ว่า
"ฉันอยากได้ผู้ชาย ฉันต้องการผู้ชาย"
เด็กชายตัวน้อยเกิดความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกับแม่ และเขาก็ยังเห็นแม่ทำอย่างนี้อีกหลายครั้งในเดือนนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเดินผ่านห้องนอนของแม่ และเห็นว่ามีผู้ชายจริงๆกำลังถึ่งโป๊ะแม่อยู่ในห้อง เห็นแบบนั้นเด็กรีบวิ่งกลับไปที่ห้องนอนตัวเอง แล้วกระโดดขึ้นเตียงลูบตัวเองทันที พร้อมกับพูดเบาๆว่า
"หนูอยากได้จักรยาน หนูต้องการจักรยาน"
3.) มีครอบครัวหนึ่ง มีผู้หญิงทั้งที่เป็นสาว และไม่สาวอยู่ 4 คน คืนนั้นผู้ชายของบ้านนี้ เค้าไปช่วยกันหาควายที่หลงป่าอยู่ ทั้งวัน ทั้งคืน จึงค้างแรมที่ป่า ไม่ได้กลับมานอนบ้าน
ในคืนนั้นเอง โจรได้เข้าปล้นบ้านที่เหลืออยู่แต่ผู้หญิงพอดี โจรมันปล้นเอาทรัพย์สินและพากัน "ข่มขืน" ผู้หญิงในบ้านนั้นทีละคนๆ จนเหลือเพียงแต่ยาย อายุ 70 ปี เป็นคนสุดท้าย ทุกคนในบ้านต่างพากันขอร้อง..วิงวอนโจรได้โปรดปราณียายเค้าเถอะ..ยายเค้าแก่แล้ว…พอยายได้ฟังดังนั้นก็ กลับตวาดลูกหลานว่า …“พวกเองไม่ต้องเสือก ปล่อยให้คุณโจรเขาพิจารณาเอง”
4.) มีพระราชาอยู่องค์นึง เดินเที่ยวในป่า พอดีเจองูตัวหนึ่งซึ่งเป็นงูวิเศษ งูบอกให้พระราชาหยุดขบวนก่อน เพราะงูจะข้ามไปอีกฟากนึก พระราชาก็หยุดให้ งูซาบซึ้งในน้ำใจ จึงบอกว่าตัวเรานี้เป็นงูวิเศษ เราจะให้พรเจ้าสามประการ พระราชาจึงบอกว่า ข้อแรกขอให้หล่อเหมือนผู้ประกาศข่าวเนชั่น ข้อสองขอให้เสียงดีเหมือนกนก รัตน์วงศ์สกุล และข้อสุดท้ายขอให้มี !!!..ใหญ่เหมือนม้าที่ขี่มา งูก็ตกลง
พอพระราชากลับวัง แล้วรีบขึ้นไปข้างบน ไปดูกระจก เห็นหน้าตาของตนหล่อเหลาเหมือนผู้ประกาศก็ดีใจ จากนั้นไปหยิบกีตาร์มาเล่นและร้องเพลงประกอบ เสียงก็เพราะมาก จากนั้นก็เข้าไปในห้องน้ำ จ๊าก!!! เสียงของพระราชาดังลั่นพระราชวัง ทหารผู้ติดตามรีบขึ้นมาดู แล้วถามว่าเป็นอะไร พระราชาก็บอกว่า "ข้าลืมไปว่าเมื่อกี้ข้าขี่ม้าตัวเมีย"
5.) เรื่องเกิดขึ้นในท้องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตั้งท้องเป็นเด็กแฝดสามคน
เด็กทั้งสามได้คุยกันว่า………
แฝดคนที่ 1 : โดขึ้นข้าอยากเป็นนักว่ายน้ำเพราะว่าข้าฝึกว่ายน้ำในท้องแม่ทุกวันเลย ฮ่าๆๆ
แฝดคนที่ 2 : ส่วนข้าอยากเป็นศิลปินเพราะว่าอวัยวะภายในของแม่ช่างสวยจริงๆ
แฝดคนที่ 3 : ข้าอยากเป็นนักมวย!!! แฝดคนที่สามพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโห..
แฝดทั้ง 2 คน : อ้าวทำไมถึงอยากเป็นนักมวยล่ะ?
แฝดคนที่ 3 : เดี๋ยวถ้า "ไอ้หัวเหม่งแดง" นั่นโผล่เข้าโผล่ออกอีกเมื่อไหร่ จะชกให้หน้าหงายเลย!! คอยดู ^^
ขำขำ จากกนก
1.) อาจารย์ : อาจารย์จะให้ของขลังไว้ป้องกันตัว
ลูกศิษย์ : อะไรคับอาจารย์
อาจารย์ : "กุมารทอง กะ นางกวัก"
ลูกศิษย์ : ขลังไหมครับ
อาจารย์ : ความขลังนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เพื่อนของอาจารย์เป็นรัฐมนตรี วันแรกรับตำแหน่งเดินออกมาหน้าบ้าน มีมือปืนขับมอเตอร์ไชต์มาจะยิง แต่กุมารทองบังร่างเอาไว้ มือปืนมองไม่เห็นขับมอเตอร์ไซค์ผ่านไป
ลูกศิษย์ : โหว รอดตายหวุดหวิดสิครับ
อาจารย์ : นางกวักกลัวน้อยหน้า กวักมือเรียกมือปืน กลับมายิง ตายคาที่ !!
ลูกศิษย์ : !?!?
2.) สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันมากว่า 40 ปี พอครบรอบวันแต่งงาน ทั้งคู่มาฉลองกัน เมื่อทั้งคู่เริ่มเมา สามีเริ่มถามภรรยาว่า "ที่รัก ไหนๆเราก็แต่งงานกันมา 40 ปี มีลูกด้วยกันตั้ง 10 คน แต่ทำไมไอ้ลูกคนสุดท้ายมันหน้าไม่เหมือนฉันเลย ตอบมาเถอะ..ฉันจะไม่โกรธ"
ภรรยาเลยตอบไปว่า "โถ่ที่รัก ในบรรดาลูกทั้งหมด ลูกคนสุดท้ายคือลูกคุณแน่ๆค่ะ"
3.) เจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันไม่นาน ก็พากันขึ้นรถไฟ
ไปฮันนีมูนกันถึงหาดใหญ่ โชคไม่ค่อยดี เพราะเป็นช่วงเทศกาล ทั้งคู่ตีตั๋วนอน แต่เป็นเตียงที่อยู่ตรงข้ามกัน
ตกดึกคืนนั้น..เจ้าบ่าวแสนหงุดเงี้ยว และนอนไม่หลับทั้งคืนก็กระซิบบอกกับเจ้าสาวค่อยๆว่า
เจ้าบ่าว : ที่รักจ๊ะ ข้ามมาเตียงผมนี่สิ
เจ้าสาว : ไม่ได้ ฉันไม่รู้จะข้ามไปยังไง
เจ้าบ่าว :นี่ที่รัก..ผมมีอะไรบางอย่างที่เป็นดุ้นยาวๆ
และแข็งปั๋งเลย ผมจะยื่นมันไปหาคุณ แล้วคุณก็ไต่มันข้ามมานะ
(ทันใดนั้นเองก็มีเสียงผู้ชายสอดขึ้นมาจากเตียงข้างล่างว่า)
ผู้ชาย : แล้วจะให้เธอไต่อะไรกลับละ เวลาเสร็จแล้ว !
4.) บรรจง : วันวาเลนไทน์พี่ซื้ออะไรให้แฟน?
ธีระ : กูซื้อดอกมะลิ
บรรจง : อ่าว..ทำไมซื้อดอกมะลิให้ล่ะ เค้าให้ดอกกุหลาบไม่ใช่เหรอพี่
ธีระ : กูไม่รู้อะ ใครให้กูดูดนม กูซื้อดอกมะลิให้หมด!
บรรจง : อืม...พี่ลึกซึ้ง !!
5.) คลีนิครับตรวจภายในสตรีแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวยมาหาหมอ เพราะก้าวลงบันไดพลาด จน "ของสงวน" ไปกระแทกราวบันได
หญิงสาว : หนูเจ็บมากค่ะ แต่หนูก็อาย
หมอ: ไม่ต้องอาย หมอไม่คิดอะไรหรอก เห็นมามากแล้ว
หญิงสาว : ก็ได้ค่ะ ขอยาฉีดนะคะ หนูทานยายาก
หมอ : ได้สิ เดี๋ยวตอนฉีดจะเสียวหน่อยนะ ไม่เจ็บหรอก แต่หมอ
ต้องฉีดยาฆ่าเชื้อข้างในก่อน ไม่ต้องกลัว ไม่ใช้เข็ม
หญิงสาว : เข้านิดเดียวนะคะ
(แล้วหมอก็ฉีดกระบอกแท่งกำลังล่ำ..เข้าๆออกๆ เข้าๆออกๆ)
หญิงสาว : อือๆๆๆ
หมอ : เจ็บเหรอ เสร็จแล้ว กลับได้
หญิงสาว : เอ่อ..หนูว่า..ข้างในยังไม่ค่อยสะอาดนะค้ะ
หนูขออีกสักสองกระบอกเถอะค่ะ จะได้หายไวๆ ^^
ลูกศิษย์ : อะไรคับอาจารย์
อาจารย์ : "กุมารทอง กะ นางกวัก"
ลูกศิษย์ : ขลังไหมครับ
อาจารย์ : ความขลังนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เพื่อนของอาจารย์เป็นรัฐมนตรี วันแรกรับตำแหน่งเดินออกมาหน้าบ้าน มีมือปืนขับมอเตอร์ไชต์มาจะยิง แต่กุมารทองบังร่างเอาไว้ มือปืนมองไม่เห็นขับมอเตอร์ไซค์ผ่านไป
ลูกศิษย์ : โหว รอดตายหวุดหวิดสิครับ
อาจารย์ : นางกวักกลัวน้อยหน้า กวักมือเรียกมือปืน กลับมายิง ตายคาที่ !!
ลูกศิษย์ : !?!?
2.) สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันมากว่า 40 ปี พอครบรอบวันแต่งงาน ทั้งคู่มาฉลองกัน เมื่อทั้งคู่เริ่มเมา สามีเริ่มถามภรรยาว่า "ที่รัก ไหนๆเราก็แต่งงานกันมา 40 ปี มีลูกด้วยกันตั้ง 10 คน แต่ทำไมไอ้ลูกคนสุดท้ายมันหน้าไม่เหมือนฉันเลย ตอบมาเถอะ..ฉันจะไม่โกรธ"
ภรรยาเลยตอบไปว่า "โถ่ที่รัก ในบรรดาลูกทั้งหมด ลูกคนสุดท้ายคือลูกคุณแน่ๆค่ะ"
3.) เจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันไม่นาน ก็พากันขึ้นรถไฟ
ไปฮันนีมูนกันถึงหาดใหญ่ โชคไม่ค่อยดี เพราะเป็นช่วงเทศกาล ทั้งคู่ตีตั๋วนอน แต่เป็นเตียงที่อยู่ตรงข้ามกัน
ตกดึกคืนนั้น..เจ้าบ่าวแสนหงุดเงี้ยว และนอนไม่หลับทั้งคืนก็กระซิบบอกกับเจ้าสาวค่อยๆว่า
เจ้าบ่าว : ที่รักจ๊ะ ข้ามมาเตียงผมนี่สิ
เจ้าสาว : ไม่ได้ ฉันไม่รู้จะข้ามไปยังไง
เจ้าบ่าว :นี่ที่รัก..ผมมีอะไรบางอย่างที่เป็นดุ้นยาวๆ
และแข็งปั๋งเลย ผมจะยื่นมันไปหาคุณ แล้วคุณก็ไต่มันข้ามมานะ
(ทันใดนั้นเองก็มีเสียงผู้ชายสอดขึ้นมาจากเตียงข้างล่างว่า)
ผู้ชาย : แล้วจะให้เธอไต่อะไรกลับละ เวลาเสร็จแล้ว !
4.) บรรจง : วันวาเลนไทน์พี่ซื้ออะไรให้แฟน?
ธีระ : กูซื้อดอกมะลิ
บรรจง : อ่าว..ทำไมซื้อดอกมะลิให้ล่ะ เค้าให้ดอกกุหลาบไม่ใช่เหรอพี่
ธีระ : กูไม่รู้อะ ใครให้กูดูดนม กูซื้อดอกมะลิให้หมด!
บรรจง : อืม...พี่ลึกซึ้ง !!
5.) คลีนิครับตรวจภายในสตรีแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวยมาหาหมอ เพราะก้าวลงบันไดพลาด จน "ของสงวน" ไปกระแทกราวบันได
หญิงสาว : หนูเจ็บมากค่ะ แต่หนูก็อาย
หมอ: ไม่ต้องอาย หมอไม่คิดอะไรหรอก เห็นมามากแล้ว
หญิงสาว : ก็ได้ค่ะ ขอยาฉีดนะคะ หนูทานยายาก
หมอ : ได้สิ เดี๋ยวตอนฉีดจะเสียวหน่อยนะ ไม่เจ็บหรอก แต่หมอ
ต้องฉีดยาฆ่าเชื้อข้างในก่อน ไม่ต้องกลัว ไม่ใช้เข็ม
หญิงสาว : เข้านิดเดียวนะคะ
(แล้วหมอก็ฉีดกระบอกแท่งกำลังล่ำ..เข้าๆออกๆ เข้าๆออกๆ)
หญิงสาว : อือๆๆๆ
หมอ : เจ็บเหรอ เสร็จแล้ว กลับได้
หญิงสาว : เอ่อ..หนูว่า..ข้างในยังไม่ค่อยสะอาดนะค้ะ
หนูขออีกสักสองกระบอกเถอะค่ะ จะได้หายไวๆ ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)