วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

โกโก้พลัส

โกโก้ พลัส ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากคลอเรสเตอรอล
ช็อกโกแล็ต มีธาตุเป็นคุณกับร่างกาย
– เมล็ดโกโก้ที่ใช้ทำช็อกโกแล็ต มีส่วนประกอบของ สารฟราโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีสารประกอบเคมีมากกว่า 600 ชนิด และมีสรรพคุณป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจทั้งยังบำรุงภูมิคุ้มกันและรักษาโรคข้ออักเสบ
โกโก้พลัส ยังมีตัวยาประกอบสำคัญที่ร่างกายต้องการ
โซเดี่ยม Sodium เป็นเกลือแร่ธาตุทำให้แผลแห้งเร็ว
แคลเซียม Calcium เป็นตัวยาช่วยเพิ่มธาตุแคลเซียมให้แก่ร่างกาย
เพื่อนำแคลเซี่ยมไปเสริมสร้างกระดูก และช่วยรักษากระดูกอ่อนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ช่วยบรรเทาอาการผิวหนังผื่นคัน และบำบัดอาการเป็นตะคริว เนื่องจากธาตุแคลเซี่ยมในโลหิตต่ำ
วิตามิน C แอสคอบิคคอซิค ส่งเสริมภูมิต้านทานของร่างกายต่อโรค
ไอรอน Lron ให้สำหรับป้องกันและรักษาโรคขาดธาตุเหล็กและเพิ่มเม็ดเลือดแดง
คุณสมบัติโดเด่นของ โกโก้ พลัส
*อิ่มอร่อยจากรสชาติของช็อกโกแลตแท้
*มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน
*เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เพิ่มพลังให้สมบูรณ์แข็งแรง
*เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะอย่างยิ่งในยามชั่วโมงเร่งด่วน หรือมีเวลาจำกัด

บียางค์

บียางค์ อาหารเพื่อสุขภาพ 100% จากธรรมชาติ มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายกว่า 60 ชนิด ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพระดับนานาชาติ
ตำรับอาหารเสริมสุขภาพบียางค์ เป็นสิ่งค้นพบใหม่ล่าสุดในสาขาวิชาโภชนาศาสตร์และเป็นผลทำให้ค้นพบสาร เมลาโทนิน สหรัฐอเมริกาเป็นจุดกำเนิดของการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการที่สนับสนุน
ซึ่งช่วยสร้างความสมดุลกันในร่างกาย ได้แก่
–การปลดปล่อย (Release) –มุ่งที่จะทำลายและกำจัดสารพิษที่ร่างกายไม่ต้องการ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
–การผ่อนคลาย (Relax)—สนับสนุนการสร้างสารเมลาโทนินธรรมชาติ ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย คือ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ซ่อมแซมอวัยวะภายในให้แข็งแรงและทำให้ร่างกายดูเยาวว์วัยขึ้น
–การฟื้นฟู (Revive)—สร้างเนื้อเยื่อในร่างกายดูเยาว์วัยชึ้นและสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ขึ้น
— มีความปลอดภัย 100% เป็นผลให้บริษัทประกันภัยรับประกันภัยด้วยวงเงิน 20 ล้านบาท
— ได้รับรางวัลอาหารเสริมเพื่อสุขภาพระดับนานาชาติ
— สกัดสารอาหารที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูร่างกาย จากผลไม้ ผัก ถึงกว่า 60 ชนิด ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี
— ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ดูเยาว์วัยหรือช่วยชลอความชรา
— ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสมดุล
— ละลายสารพิษ สารที่ไม่เป็นประโยชน์ออกจากร่างกาย
— ทำให้นอนหลับง่ายและหลับได้สนิท
ประกอบด้วย
1.สาหร่ายเกลียวทอง 2.คลอเรลลา 3.น้ำสกัดจากต้นโนนิ 4.ผลกัวราน่า
5.ผลแคนเบอร์รี่ 6. เห็ดหลินจือ
7.เห็ดหอม 8.รอยัลเยลลี่ 9.รังผึ้ง
10.น้ำสกัดจากต้นอ่อนข้าวสาลี 11.ว่านหางจระเข้ 12.ชาเขียว 13.เมล็ดองุ่น
14.น้ำมันพริมโรส 15.ผลส้มแขก 16.ใบแปะก๊วย 17.โสม
18.ถั่วเหลือง 19.โอ-เอมไซม์ คิวเท็น
20.เบต้าแคโรทีน 21.โพรไบโอติคัล แอล อะโดฟิลลัส
22.น้ำผึ้ง 23.เกสร(เกสรตัวผู้ของดอกไม้
24.น้ำสกัดจากต้นบิลเบอรรี่ 25.อัลฟาฟา
26.ต้นข้าวบาร์เลย์ 27.บร๊อคโคลี 28.ผักขม
29.ต้นคื่นฉ่าย 30.น้ำมันสกัดจากเมล็ดต้นแฟล๊กซ์
31.ต้นสน 32.เม็ดบัว 33.งาดำ
34.ถั่วลันเตา 35.ถั่วดำ 36.ธาตุวุ้นในแอปเปิ้ล
37.มะนาว,มะกรูด 38.สับปะรด 39.กล้วย
40.เลซิติน 41.สารโปรตีน 42.รำข้าวเจ้า
43.รำข้าวสาลี 44.เชื้อจุลินทรีย์ในข้าวสาลี
45.เส้นใยข้าวโอ๊ต 46.เม็ดแมงลัก 47.ดอกเก๊กฮวย
48.สารสกัดจากใบสตีเวีย 49.สารจากรากขิง
50.เอนไซน์จากมะละกอ 51.เอนไซน์จากสับปะรด
53.ฟรุคโตส โอลิโกแซคคาไรด์ 54.ฟรุคโตส 55.วิตามิน E
56.กรดแอสคอบิด 57.กรดซิตริก
58.กรดอัฟไลพอยด์ 59.กรดโพลิค 60.ไบฟิโด ลองกัม 61.ซิงค์ ออกไซด์ 62.แคลเซี่ยม 63.โปรตัสเซียม

“ผงซักฟอก Extra Wash

“ผงซักฟอก Extra Wash” หรือ “ผงซักฟอกซูเลียน”
เรามาดูความสามารถของเจ้าตัว “ผงซักฟอก Extra Wash” กันครับ ว่ามันมีความสามารถอะไรบ้าง ทำไมถึงต้องใช้ผงซักฟอก Extra Wash ในการแก้ปัญหา
ขจัดรอยเปื้อนต่างๆ
ทุกท่านคงเคยใช้ผงซักฟอกหรือแฟ๊บ ยี่ห้ออื่นๆมากันหลากหลายยี่ห้อ ก็อาจจะถูกใจมากน้อย แตกต่างกันไป
แต่ผมอยากจะนำเสนอ ผงซักฟอก Extra Wash ให้ทุกท่านได้รู้จักได้ดีมากยิ่งขึ้น ถึงความเก่งของมันครับ
ทราบหรือไม่ครับว่า ผงซักฟอกทั่วไปประกอบไปด้วยส่วนผสมอะไรบ้าง
ไม่ต้องเดากันให้มากความ ผมขอเฉลยเลยครับ เพื่อประหยัดเวลา พ่อบ้าน แม่บ้าน ทุกท่าน
ผงซักฟอก คือ เกลือของกรดซัลโฟนิก มีสมบัติชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้เช่นเดียวกับสบู่
สูตรทั่วไปของผงซักฟอก
ส่วนประกอบของผงซักฟอก
1. บิลเดอร์ ฟอสเฟตปนประมาณ 30-50% มีประโยชน์และหน้าที่ดังนี้
ก. ทำให้น้ำมีสภาพเป็นเบส เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ดี
ข. ฟอสเฟตจะรวมตัวกับไอออนของโลหะในน้ำกระด้างเป็นสารเชิงซ้อน ทำให้ไอออนของโลหะ ในน้ำกระด้างไม่สามารถขัดขวางการกำจัดสิ่งสกปรกของผงซักฟอกได้
2. สารลดแรงตึงผิว เป็นสารที่ใช้ชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ ได้แก่ เกลือโซเดียมแอลคิล- ซัลโฟเนต โซเดียมแอลคิลเบนซิลซัลโฟเนต ผสมอยู่ประมาณ 30%
ผลเสียที่เกิดจากการใช้ผงซักฟอก ทำให้เกิดมลภาวะของน้ำ ดังนี้
1. สารพวกฟอสเฟตเป็นปุ๋ยจากผงซักฟอกเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ จะทำให้พืชน้ำเจริญเติบโต รวดเร็ว ทำให้ขวางทางคมนาคมทางน้ำ ทำลายทัศนียภาพ ทำให้ O2 ละลายน้ำไม่ได้ สิ่งมีชีวิต ขาด O2 ตายได้ และพืชน้ำเกิดมากอาจจะตาย เน่า ทำให้น้ำเสีย
2. ผงซักฟอกชนิด C ใน R แตกกิ่งก้านสาขาจุลินทรีย์ในน้ำสลายไม่ได้ ทำให้ตกค้างในน้ำ เมื่อ เข้าสู่ร่างกายของคนจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้
แต่ส่วนของ ผงซักฟอก Extra Wash ประกอบไปด้วยส่วนผสมและสรรพคุณอะไรบ้าง มาดูกัน
ส่วนผสมใน ผงซักฟอก EXTRA WASH ตามนี้เลยนะครับ
1. สารรักษาระดับความเป็นกรด ด่าง สารเพิ่มความสดใสของสีผ้า ( Power Cystal )
2. สารฟอกขาว เป็นสารที่อาศัยปฏิกิริยาของแนสเซนต์ออกซิเจน ในการฟอก ไม่ใช้โซดาไฟ
3. เอ็นไซม์สกัด ช่วยย่อยโมเลกุลของโปรตีนสารช่วยขับสิ่งสกปรก จากมะละกอและสับประรด
4. สารต่อต้านจุลินทรีย์ ( ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ) ช่วยลดกลิ่นเหม็นจากการแช่ผ้า
5. มีสารป้องกันการไหลย้อนกลับของคราบสกปรก สารต้านไฟฟ้าสถิตย์ ป้องกันการเกิดสนิม
6. มีน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้าเรียบ และคราม อยู่ในตัว
7. ไม่มีส่วนผสมของแป้ง ผงหินปูน เพื่อเพิ่มปริมาณ ให้ดูมาก ๆ กล่องใหญ่ ๆ
8. ไม่มีส่วนผสมของซังข้าวโพด อันจะทำให้เกิดฟอง ล้างออกยาก ทำให้เปลืองน้ำ
ในการล้าง สามารถล้างน้ำเดียวและตากแห้งได้เลย โดยไม่มีสารตกค้าง ไม่เป็น
อันตรายต่อผิวหนัง หรือแม้แต่ผิวหนังทารกที่บอบบาง
สรรพคุณของ ผงซักฟอก Extra Wash
พลังเอมไซม์ 2 ประสิทธิภาพสกัดจาก มะละกอ คือ เอนไซม์ ปาเปอิน (Papain) และโคโมปาเปน (Chymo
papain) และ เอนไซม์จาก สับประรดซึ่งเป็นพลังจากธรรมชาติ มีฤทธิ์ ในการย่อยสลายคราบสิ่งสกปรก อีกทั้ง
ยังเป็นสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และในผงซักฟอก EXTRA WASH สูตรเข้มข้น ยังไม่มี
แป้งเป็นส่วนผสม จึงทำให้สามารถแช่เสื้อผ้าไว้ได้โดยไม่เกิดอารบูดเน่าหรือมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว และเนื้อผ้าจะ
ไม่แข็งหลังจากผึ่งแห้งแล้ว และในยังมีส่วนผสมของ น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้าเรียบ และคราม อยู่ด้วยแล้ว จึง
ไม่ต้องเสียเงินในการซื้อ น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้าเรียบ และคราม อีก เป็นการประหยัดเงิน เหมาะสำหรับภาวะ

Beyound Water Bio-Active Reforming System

Beyound Water Bio-Active Reforming System
เป็นเครื่องกรองน้ำที่ให้คุณภาพสูงสุด ด้วยวิทยาการที่ล้ำยุค กับความสดชื่นที่ท่านสัมผัสได้ ในความบริสุทธิ์จากเครื่องกรองน้ำ พลังงานแม่เหล็ก สามารถกรองน้ำให้สะอาด บริสุทธิ์ ดำรงไว้ซึ่งพลังงานที่มีอยู่ในน้ำ มิให้สูญเสียไป และได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทั่วโลก 18 สถาบัน ติดตั้งง่าย สะดวก ค่าบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย
จุดเด่นของเครื่องกรองน้ำ Beyond Water
*********************************
1. สามารถกรองน้ำได้สะอาดสูงสุดถึง 99.99 % เหนือกว่าเครื่องกรองน้ำใดๆในโลก
2. เป็นการกรองในระบบซึมซับจากล่างซึมขึ้นบน จำลองแบบจากธรรมชาติ โดยการกรองในระบบ 5 ขั้นตอน 7 ไส้กรอง
3. มีแร่ธาตุที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการใช้ครบถ้วน
4. เป็นน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ที่มีค่าความเป็นด่างสูงสุด สูงถึง 9.2 pH (โดยปกติน้ำดื่มที่ดีที่สุดมีเพียง 8.5 pH)
5. เป็นน้ำที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก คือ 4-5 โมเลกุลต่อกลุ่มน้ำ โดยปกติน้ำประปาทั่วไปจะอยู่ที่ 10-13 โมเลกุลต่อกลุ่มน้ำ
6. ไม่มีสิ่งปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพปนมากับน้ำ เช่น คลอรีน จุรินทรีย์ ไวรัส โปรโตซัว ซีส ไข่พยาธิ คริปโตสโปริเดียม ไถอะเดีย พืชจำพวกสาหร่าย ตะไคร่น้ำ สารเคมี โลหะหนัก สารกัมมันตะรังสี ที่มากับน้ำอื่นๆอีกมากมาย ได้รับการรองรับให้เป็นน้ำดื่มได้ 30 วัน โดยปลอดภัย ( ปกติน้ำจากเครื่องกรองน้ำอื่นๆ จะดื่มได้เพียง 7 วัน ไม่เกิน 14 วัน เท่านั้น )
7. ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า สามารถติดตั้งที่ไหนก็ได้
8. มีอายุการใช้งานยาวนาน ไส้กรองที่ 1 มากกว่า 3 ปี ( 25,000 ลิตร ) , ท่อกรองที่ 2 มากกว่า 4 ปี (100,000 ลิตร ) , ท่อกรองที่ 3 มากกว่า 6 ปี (150,000 ลิตร) , ท่อกรองที่ 4 มากกว่า 8 ปี ( 200,000 ลิตร )
9. เครื่องกรองน้ำแร่ Beyond Water มีแร่ธาตุ KDF 55 และแร่ธาตุอื่นๆ ที่ได้จดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกา
10. เป็นเครื่องกรองน้ำที่ได้รับมาตรฐานรับรองจากสถาบันวิเคราะห์น้ำทั่วโลกกว่า 20 สถาบันเป็นเครื่องยืนยัน
****************************************
จาก สถาบันวิเคราะห์คุณภาพน้ำดื่มมาตรฐานสากล ถึง 18 สถาบัน
เช่น
1.ได้รับการรับรองจากสถาบัน KDF ว่าสามารถขจัดสารเคมี ทุกชนิดออกได้หมด 100%
2.ได้รับการรับรองมาตรฐาน 42&53 จากสถาบัน NSF ซึ่งเป็นมาตรฐานน้ำสากล
3.ได้รับการรับรองจาก สถาบันปรมณูเพื่อสันติว่า สามารถขจัดรังสีปรมาณูออกได้หมด
4.ผ่านการทดสอบจาก SIRIM ของอเมริกา สามารถขจัดเชื้อแบคทีเรียออกได้ 100%
5.ได้รับการรับรอง ISO 9002 จากประเทศอังกฤษ
( และจากสถาบันอื่นอีก 13 สถาบัน ฯลฯ)
เครื่องกรองน้ำ Beyond Water จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตน้ำดื่มคุณภาพจากเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ได้ชื่อว่าเป็น “ น้ำดื่มในอุดมคติของนักวิทยาศาสตร์ “ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คำตอบโต้ของสุลต่านบรูไนต่อประเทศตะวันตกและสหประชาชาติ กรณีการปฏิบัติใช้กฎหมายชะรีอะฮฺ

"ในประเทศของท่าน กล่าวกันว่ามีสิทธิเสรีภาพด้านแสดงความคิดเห็น เสรีภาพด้านสื่อ การนับถือศาสนาและอื่นๆ และนั่นคือสิ่งที่ปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเทศของท่าน ถือเป็นระบบการเมืองการปกครอง อัตลักษณ์ประจำชาติและวิถีชีวิตของท่าน
ในประเทศของข้าพเจ้า เราปฏิบัติใช้วัฒนธรรมมลายู อิสลาม ระบบกษัตริย์ และเราจะใช้หลักกฎหมายอิสลาม หลักชะรีอะฮฺ อิสลามได้ปรากฎในรัฐธรรมนูญของเรา คืออัตลักษณ์ประจำชาติของเรา คือสิทธิและวิถีชีวิตของเราเช่นกัน
เราอาจพบจุดอ่อนในกฎหมายและระบบการปกครองของท่าน และท่านอาจพบจุดอ่อนของเราเช่นกัน แต่บรูไนคือประเทศของเรา ในประเทศของท่าน ได้มีกฎหมายคุ้มครองชาวเกย์และกฎหมายอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับโลกของท่านที่ท่านอาศัยอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น เราก็มีสิทธิเช่นเดียวกับท่านที่จะปฏิบัติเพื่อแสดงความเป็นมุสลิมในโลกและอาคิเราะฮฺที่เราเชื่อศรัทธา

นี่คือประเทศอิสลามที่ต้องการปฏิบัติกฎหมายอิสลาม ทำไมท่านไม่เคยวิตกกังวลลูกหลานของท่านที่ถูกกราดยิงตามโรงเรียนต่างๆไม่เว้นแต่ละวัน?
ทำไมท่านไม่เคยวิตกกังวลว่าคุกในประเทศของท่านอาจมีขนาดไม่เพียงพอกับจำนวนนักโทษ ?
ทำไมท่านไม่เคยวิตกกังวลกับสถิติอาชญากรรมที่พุ่งพรวดทุกวัน ?
ท่านไม่เคยวิตกกังวลสถิติของผู้ฆ่าตัวตายและอัตราการทำแท้งของสตรีบ้างใช่ไหม ?
                        ท่านควรห่วงใยวิกฤติที่กำลังคุกคามประเทศของท่านมากกว่า เกือบทุกศาสนาปฏิเสธลัทธิ "รักร่วมเพศ" และปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เลยพลันที่ท่านระแคะระคายว่าอิสลามและมุสลิมได้แสดงจุดยืนและใช้ความพยายามเพื่อปกปักษ์รักษาอิมานของพวกเขา ท่านรีบพิพากษา บอยคอต และตัดสินว่าเป็นความผิดพลาด เขลาเบาปัญญา และไร้จริยธรรม
                       ข้าพเจ้าขอให้ท่านทบทวนในการแสดงความวิตกกังวลสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้  การอนุญาตให้พลเมืองพกพาอาวุธร้ายแรงตามอำเภอใจ ไม่เป็นความผิดใช่ไหม???
                       การให้โอกาสแก่ทารกในครรภ์ลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัย เป็นความผิดใช่ไหม???
                       การใช้ชีวิตตามลัทธิเซกส์เสรีที่สุ่มเสี่ยงกับโรคเอดส์ที่ทำลายล้างความต่อเนื่องของอนุชนรุ่นหลัง เป็นความผิดพลาดใช่หรือไม่???
                       ทำไมท่านจึงสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา ที่เป็นประเทศอิสลาม ในขณะที่ท่านหลับหูหลับตาทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนกรณีซีเรีย บอสเนีย โรฮิงญา ปาเลสไตน์และอื่นๆ ผู้คนนับพันนับหมื่นได้ล้มตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศเหล่านี้ แต่พวกท่านไม่เคยสนใจใยดีใดๆเลย   ทั้งๆที่ในประเทศบรูไน ยังไม่มีใครตายเนื่องจากการปฏิบัติใช้หลักชะรีอะฮฺแม้เพียงคนเดียว แต่ท่านได้กระพือข่าวใหญ่โต ประชาชนชาวบรูไนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายนี้ ต่างก็ยอมรับโดยดีด้วยซ้ำ
                       ใช่ กฎหมายชะรีอะฮฺอาจดูรุนแรงน่ากลัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกปฏิบัติใช้อย่างง่ายๆตามอำเภอใจ มันจะต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนอย่างรอบคอบและรัดกุมอยู่แล้ว เราจึงยอมรับกฎหมายนี้โดยดี เราสบายใจ และบรูไน รวมเป็นหนึ่ง"

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ช่วงนี้ประเด็นโรฮินจา กำลังเป็นที่สนใจ ผมเลยขอถือโอกาสนี้แปลบทความประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา จาก Wikipedia ต่างประเทศ ให้ได้อ่านกันเป็นความรู้ครับ



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

http://en.wikipedia.org/wiki/Rohingya_people


                  ชาวโรฮินจา คือมุสลิมที่อาศัยอยุ่ทางตอนเหนือของยะไข่ (อาระกัน) และพูดภาษาโรฮีนจา นักวิชาการบางคนบอกว่า พวกเขาเป็นคนพื้นเมืองในยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า พวกเขาเป็นผู้อพยพมาจากเบงกอล ในช่วงที่อังกฤษปกครอง และบางส่วนก็มาในช่วงที่พม่าได้รับเอกราช และช่วงสงครามกลางเมืองในบังคลาเทศ

                   มุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาระกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่จำนวนไม่สามารถระบุได้แน่ชัด  หลังจากสงคราม Anglo-Burmese ในปี 1826 อังกฤษ เข้าปกครองอาระกัน และอพยพผู้คนจากเบงกอลเข้ามาใช้แรงงาน จำนวนประชากรของมุสลิมคิดเป็น 5% ของชาวอาระกันในขณะนั้น (1869) แต่หลังจากนั้นไม่นาน จำนวนประชากรโรฮิงยาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บันทึกตามสัมโนประชากรของอังกฤษระหว่างปี 1872 และ 1991 ได้ระบุว่าจะนวนประชากรมุสลิมในยะไข่ เพิ่มขึ้นจาก 58,255 คนเป็น  178,646 คน 

            ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความรุนแรงระหว่างกองกำลังมุสลิม ที่อังกฤษติดอาวุธให้ กับกองกำลังชาวยะไข่พื้นเมือง ทำให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น ในปี 1982 นายพลเนวินได้ทำรัฐประหารสำเร็จ และปฏิเสธความเป็นพลเมืองพม่าของชาวโรฮินจา 

ประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา

ยุคสมัยอณาจักร มรัคอู 

            หลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมุสลิมเบงกอลในดินแดนอาระกันครั้งแรก ย้อนกลับไปได้ถึงยุคของกษัตริย์ชาวพุทธนามว่า นรเมขลา (1430-1434) แห่งอาณาจักร มรัคอู (Mrauk U) หลังจากที่กษัตริย์นรเมขลาได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในเบงกอล(บังคลาเทศ)เป็นเวลา 24 ปี เขาได้กลับมาครองบันลังก์ได้อีกครั้งในปี 1430 โดยการสนับสนุนด้านกำลังทหารจากสุลต่านเบงกอล ทหารชาวเบงกอลที่มากับกษัตร์ย์นรเมขลา จึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอาระกัน หลังจากนั้น เขายกดินแดนบางส่วนให้สุลต่านเบงกอล และยอมรับอธิปไตยของสุลต่านเบงกอลเหนือดินแดนเหล่านั้น

            เพื่อแสดงถึงความเป็นข้าราชบริพานในสุลต่านเบงกอล ราชาอาระกันได้ใช้ชื่อแบบอิสลาม และนำเงินเหรียญอิสลามมาใช้ในราชอาณาจักร กษัตริย์นรเมขลา ได้สร้างเหรียญที่มีอักษรพม่าอยู่ด้านหนึ่ง และอักษรเปอเซียอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ความเป็นรัฐทาสของอาระกันต่อเบงกอลเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ หลักจากที่สุลต่าน Jalaluddin Muhammad Shah ตายลงในปี 1433 ผู้สืบทอดของกษัตริย์นรเมขลาก็ตอบแทนด้วยการเข้ายึดเมืองรามูในปี 1437 และจิตะกองในปี 1459 อารกันได้ยึดครองจิตะกองไปจนถึงปี 1666

( ใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม อ่าน THESE BUDDHIST KINGS WITH MUSLIM NAMES
http://aboutarakaneng.blogspot.com/2013/01/these-buddhist-kings-with-muslim-names.html
)

ยุคแห่งชัยชนะของพม่า

             หลังจากที่พม่าได้ชัยชนะต่ออาระกันในปี 1785 ชาวอาระกันจำนวน 35,000 คนได้หนีเข้าไปในเขตจิตตะกองของบริติชเบงกอลในปี 1799  เพื่อหนีเอาชีวิตรอด และแสวงหาการคุ้มครองจากบริติชอินเดีย ผู้ปกครองพม่าได้ประหารชาวอาระกันนับพันคน และขนย้ายประชากรส่วนที่เหลือ เข้าไปที่ภาคกลางของพม่า ทิ้งอาระกันให้เป็นดินแดนที่แทบจะร้างผู้คนไปจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดครอง ในระหว่างนั้น มีฑูตคนหนึ่งชื่อ  Sir Henry Yule พบเห็นชาวมุสลิมจำนวนมาก ทำงานรับใช้ราชวงศ์พม่าในฐานะขันที และขันทีมุสลิมเหล่านี้ มาจากอาระกัน

ยุคการปกครองของจักรวรรดิ์อังกฤษ

               อังกฤษได้ส่งเสริมให้ชาวเบงกอลที่อยู่ในดินแดนใกล้เคียง อพยพเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนอาระกัน ในฐานะผู้ใช้แรงงานในฟาร์ม อังกฤษได้ยกเลิกเขตแดนระหว่างเบงกอลและ อาระกัน ทำให้มีไม่ข้อจำกัดในการอพยพระหว่างดินแดน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวเบงกอลนัพพัน จากจิตตะกอง ได้เข้ามาตั้งรกรากในอาระกันและหางานทำ 

               สำมะโนประชากรของอังกฤษปี 1871 รายงานว่ามีมุสลิมอยู่ 58,255 คนในยะไข่ และในปี 1911 จำนวนมุสลิมได้เพิ่มขึ้นเป็น 178,647 คน คลื่นของผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้ามาตามความต้องการแรงงานราคาถูกในกิจการข้าวเปลือกของบริติชอินเดีย ผู้อพยพจากเบงกอล ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากจิตตะกอง หลั่งไหลกันเข้ามาสู่เมืองทางตะวันตกของอาระกัน การอพยพของขาวอินเดีย(ในขณะนั้น) เข้าสู่พม่า ได้กลายเป็นปรากฎการณ์ระดับชาติของพม่า ไม่ใช่แค่ในอาระกัน

        นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ชาวอินเดียเข้าไปตั้งรกรากในพม่าไม่ต่ำกว่า 250,000 คนต่อปี จำนวนผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนถึงจุดสุดยอดในปี 1927 ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพสูงถึง 480,000 คน ย่างกุ้งได้แซงหน้านิวยอร์คในการเป็นปลายทางของผู้อพยพสูงสุดในโลก เมืองใหญ่หลายเมืองของพม่าอย่าง ย่างกุ้ง,ยะไข่, Bassein,Moulmein ผู้อพยพชาวอินเดีย กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ ชาวพม่าต้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง

           ผลกระทบของการย้ายถิ่นฐานมีความรุนแรงโดยเฉพาะในอาระกัน ในปี 1939 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษได้แจ้งเตือนถึงความเป็นปรปักษ์กันระหว่างชาวอาระกันพื้นเมืองที่นับถือพุทธ กับผู้อพยพชาวมุสลิม และจัดตั้งคณะกรรมการนำโดย James Ester และ Tin Tut เพื่อศึกษาประเด็นการอพยพของมุสลิมเข้ามาในอาระกัน คณะกรรมการได้ให้คำแนะนำให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระหว่างเขตแดนของทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดีผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้อังกฤษต้องถอนกำลังออกจากอาระกัน

ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 

           ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าสู่พม่า ทำให้กองกำลังของอังกฤษต้องถอนกำลังไป และหมดอำนาจในดินแดนอาระกัน ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นระหว่าง ชาวอาระกันพื้นเมือง กับชุมชนมุสลิม อังกฤษได้มอบอาวุธให้กับมุสลิมโรฮินจาทางตอนเหนือของอาระกัน เพื่อสร้างแนวป้องกันการบุกของกองทัพญี่ปุ่น  ในขณะที่ตัวเองกำลังหนีตาย แต่ชาวมุสลิมกลับใช้อาวุธนั้นเข้าทำลายหมู่บ้านของชาวอาระกัน แทนที่จะนำไปต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น 

            ในเดือนมีนาคม 1942 ชาวโรฮินจาจากตอนเหนือของอาระกัน สังหารชาวอาระกันพื้นเมืองไปราว 20,000 คน และเพื่อตอบโต้ มุสลิมในเมือง Minbya และ Mrohaung จึงถูกชาวอาระกัน และ Karenni ฆ่าไปประมาณ 5,000 คน ในระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นได้กระทำการฆ่า ข่มขืน และทรมาณชาวมุสลิมในอาระกัน ทำให้มุสลิมอาระกันราวๆ 22,000 ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปเบงกอล นอกจากนี้ความรุนแรงยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่มุสลิมในอาระกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาวอินเดีย และอังกฤษ ที่เข้ามาพำนักในช่วง ที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

           เพื่อเตรียมการบุกกลับเข้าสู่พม่า อังกฤษได้จัดตั้งกองกำลังทหารอาสา (V-Force) กับชาวโรฮินจา ในช่วงสามปีที่อังกฤษสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น กองกำลังโรฮินจามุ่งโจมตีชุมชนชาวอาระกัน ใช้อาวุธที่ได้รับจากอังกฤษ เข้าทำลายวัดพุทธ โบสถ์วิหาร เจดีย์ และบ้านเรือนชาวอาระกันอย่างโหดเหี้ยม

ยุคจลาจลหลังสงครามโลก

            ในระหว่างที่ปากีสถาน กำลังต่อสู้ทางการเมืองเพื่อแยกตัวออกจากอินเดีย ในปี 1940 มุสลิมโรฮินจา ได้ก่อตั้งองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดน ไปรวมกับปากีสถานตะวันออก ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชในปี 1948 ผู้นำมุสลิมได้ติดต่อกับ  โมฮัมหมัด อาลี จินนาร์ ผู้ก่อตั้งปากีสถาน และขอความช่วยเหลือในการรวบรวมดินแดน Mayu เข้ากับ ปากีสถาน โดยอ้างความเข้ากันได้ทางศาสนาและสภาพตามภูมิศาสตร์ สองเดือนต่อมา กลุ่มสันนิบาตมุสลิมอาระกันตอนเหนือก็ถูกจัดตั้งขึ้นในเมืองหลวงของยะไข่  โดยมีเป้าหมายจะรวมดินแดนกับปากีสถาน แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเพราะผู้นำปากีสถานปฏิเสธ และกล่าวว่าเขาจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของพม่า

          หลังจากที่ถูกผู้นำปากีสถานปฏิเสธ ผู้อาวุโสของโรฮินจา ได้ก่อตั้งกลุ่มนักรบมูจาฮีดีน เพื่อดำเนินการจีฮัดในพื้นที่ตอนเหนือของอาระกันในปี 1947 เป้าหมายของกลุ่มมูจาฮีดีน คือการสร้างรัฐอิสลามอิสระขึ้นในอาระกัน ในช่วงปี 1950s พวกเขาเริ่มใช้คำเรียกตัวเองว่า "โรฮินจา" เพื่อสร้างอัตลักษณ์สำหรับอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน  ขบวนการของพวกเขามีความก้าวหน้ามากในช่วงก่อนปี 1962 ที่จะมีการปฏิวัติโดยนายพลเนวิน เนวินได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อต้านโรฮินจาตลอดสองทศวรรต  ส่งผลให้มุสลิมในพื้นที่ต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังคลาเทศในฐานะผู้ลี้ภัยสงคราม 

ยุคหลังได้รับเอกราช และสงครามกลางเมืองบังคลาเทศ

จำนวนของผู้อพยพจากบังคลาเทศ หลังจากที่พม่าได้รับเอกราช ยังไม่แน่ชัดและเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ 

ในปี 1955 มีการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ผู้เขียนคือ Virginia Thompson and Richard Adloff ได้เขียนว่า "การอพยพหลังสงครามจากจิตตะกอง เข้าไปดินแดนนั้น เกิดขึ้นในระดับใหญ่มาก ในพื้นที่ Maungdaw and Buthidaung พวกเขาได้เข้าแทนที่ชาวอาระกัน"

           ในระหว่างปี 1971 ถึง 1973 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในบังคลาเทศ ประกอบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทำให้เกิดการอพยพของมุสลิมเบงกาลีราวๆ 10 ล้านคน เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของยะไข่ 

             ในปี 1975 บังคลาเทศได้ส่งทูตไปเจรจากับพม่า เพื่อขอร้องให้พม่าอย่าขับไล่ ผู้บุกรุก 500,000 คนในอาระกันในระหว่างที่การเมืองภายในบังคลาเทศกำลังวุ่นวาย ในขณะที่กลุ่มพระสงฆ์ก็ออกมาประท้วงรัฐบาลโดยชูประเด็นว่าการอพยพของมุสลิมบังคลาเทศเข้ามาจะทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนแปลงไป นายพลเนวินได้ร้องขอสหประชาชาติเพื่อส่งคืนผู้ลี้ภัย และใช้กำลังทหารขับดันผู้อพยพ 200,000 คนกลับบังคลาเทศในปี 1978 บังคลาเทศประท้วงรัฐบาลพม่าและกล่าวหาว่า ได้ใช้กำลังขับไล่ประชากรมุสลิมพม่านับพันเข้าสู่บังคลาเทศ รัฐบาลพม่าตอบกลับว่าคนเหล่านั้นเป็นประชากรของบังคลาเทศ ที่เข้ามาอาศัยในพม่าอย่างผิดกฎหมาย หลังจากการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ นายพลเนวินตกลงรับผุ้ลี้ภัยจำนวน 200,000 คน กลับมาพำนักในอาระกัน ในปี 1982 รัฐบาลบังคลาเทศได้แก้ไขกฏหมายพลเมืองและประกาศว่า "โรฮินจา" ทั้งหมด ไม่ใช่คนสัญชาติบังคลาเทศ และในปีเดียวกัน รัฐบาลพม่าก็ตรากฎหมายพลเมืองและประกาศว่า "ชาวเบงกาลี" เป็นชาวต่างชาติ

ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาในปัจจุบัน (1990-ปัจจุบัน)

             ตั้งแต่ปี 1990 ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาแตกต่างจากในยุค 1950 ที่ใช้กองกำลังติดอาวุธก่อกบฏ การดำเนินการในยุคใหม่มุ่งเน้นการล็อบบี้ต่างชาติ โดยชาวโรฮินจาที่หลบหนีออกมาได้ มีการสร้างเรื่องชนพื้นเมืองโรฮินจา โดยนักวิชาการโรฮินจา และเผยแพร่คำว่า "โรฮินจา" และใช้นักการเมืองปฏิเสธถิ่นกำเนิดในเบงกาลี นักวิชาการโฮินจาอ้างว่า ยะไข่เคยเป็นรัฐอิสลามมานับพันปี หรือมีกษัตริย์มุสลิมปกครองยะไข่เป็นเวลา 350 ปี สมาชิกสภาชาวโรฮินจายังเคยกล่าวว่า "โรฮินจาอยู่ฮาศัยในยะไข่มาตั้งแต่ยุคที่พระเจ้าสร้างโลก อาระกันเป็นของเรา และมันเคยตกเป็นดินแดนของอินเดียมา 1,000 ปี" พวกเขามักจะย้อยรอยถิ่นกำเนิดของโรฮินจาไปถึงนักเดินเรือชาวอาหรับ  แต่การกล่าวอ้างนี้ถูกปฏิเสธในวงวิชาการว่าเป็น "นิทานที่แต่งขึ้นใหม่" นักการเมืองโรฮินจาบางคนใช้วิธีการตราหน้านักประวัติศาสตร์นานาชาติว่า เข้าข้างชาวยะไข่ เพื่อปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานอ้างอิง แม้กระนั้น เรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างหลังการจลาจลในปี 2012
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขข้อความเมื่อ 11 พฤษภาคม 2558 เวลา 15:42:14 น.