วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ช่วงนี้ประเด็นโรฮินจา กำลังเป็นที่สนใจ ผมเลยขอถือโอกาสนี้แปลบทความประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา จาก Wikipedia ต่างประเทศ ให้ได้อ่านกันเป็นความรู้ครับ



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

http://en.wikipedia.org/wiki/Rohingya_people


                  ชาวโรฮินจา คือมุสลิมที่อาศัยอยุ่ทางตอนเหนือของยะไข่ (อาระกัน) และพูดภาษาโรฮีนจา นักวิชาการบางคนบอกว่า พวกเขาเป็นคนพื้นเมืองในยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า พวกเขาเป็นผู้อพยพมาจากเบงกอล ในช่วงที่อังกฤษปกครอง และบางส่วนก็มาในช่วงที่พม่าได้รับเอกราช และช่วงสงครามกลางเมืองในบังคลาเทศ

                   มุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาระกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่จำนวนไม่สามารถระบุได้แน่ชัด  หลังจากสงคราม Anglo-Burmese ในปี 1826 อังกฤษ เข้าปกครองอาระกัน และอพยพผู้คนจากเบงกอลเข้ามาใช้แรงงาน จำนวนประชากรของมุสลิมคิดเป็น 5% ของชาวอาระกันในขณะนั้น (1869) แต่หลังจากนั้นไม่นาน จำนวนประชากรโรฮิงยาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บันทึกตามสัมโนประชากรของอังกฤษระหว่างปี 1872 และ 1991 ได้ระบุว่าจะนวนประชากรมุสลิมในยะไข่ เพิ่มขึ้นจาก 58,255 คนเป็น  178,646 คน 

            ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความรุนแรงระหว่างกองกำลังมุสลิม ที่อังกฤษติดอาวุธให้ กับกองกำลังชาวยะไข่พื้นเมือง ทำให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น ในปี 1982 นายพลเนวินได้ทำรัฐประหารสำเร็จ และปฏิเสธความเป็นพลเมืองพม่าของชาวโรฮินจา 

ประวัติศาสตร์ชาวโรฮินจา

ยุคสมัยอณาจักร มรัคอู 

            หลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมุสลิมเบงกอลในดินแดนอาระกันครั้งแรก ย้อนกลับไปได้ถึงยุคของกษัตริย์ชาวพุทธนามว่า นรเมขลา (1430-1434) แห่งอาณาจักร มรัคอู (Mrauk U) หลังจากที่กษัตริย์นรเมขลาได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในเบงกอล(บังคลาเทศ)เป็นเวลา 24 ปี เขาได้กลับมาครองบันลังก์ได้อีกครั้งในปี 1430 โดยการสนับสนุนด้านกำลังทหารจากสุลต่านเบงกอล ทหารชาวเบงกอลที่มากับกษัตร์ย์นรเมขลา จึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอาระกัน หลังจากนั้น เขายกดินแดนบางส่วนให้สุลต่านเบงกอล และยอมรับอธิปไตยของสุลต่านเบงกอลเหนือดินแดนเหล่านั้น

            เพื่อแสดงถึงความเป็นข้าราชบริพานในสุลต่านเบงกอล ราชาอาระกันได้ใช้ชื่อแบบอิสลาม และนำเงินเหรียญอิสลามมาใช้ในราชอาณาจักร กษัตริย์นรเมขลา ได้สร้างเหรียญที่มีอักษรพม่าอยู่ด้านหนึ่ง และอักษรเปอเซียอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ความเป็นรัฐทาสของอาระกันต่อเบงกอลเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ หลักจากที่สุลต่าน Jalaluddin Muhammad Shah ตายลงในปี 1433 ผู้สืบทอดของกษัตริย์นรเมขลาก็ตอบแทนด้วยการเข้ายึดเมืองรามูในปี 1437 และจิตะกองในปี 1459 อารกันได้ยึดครองจิตะกองไปจนถึงปี 1666

( ใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติม อ่าน THESE BUDDHIST KINGS WITH MUSLIM NAMES
http://aboutarakaneng.blogspot.com/2013/01/these-buddhist-kings-with-muslim-names.html
)

ยุคแห่งชัยชนะของพม่า

             หลังจากที่พม่าได้ชัยชนะต่ออาระกันในปี 1785 ชาวอาระกันจำนวน 35,000 คนได้หนีเข้าไปในเขตจิตตะกองของบริติชเบงกอลในปี 1799  เพื่อหนีเอาชีวิตรอด และแสวงหาการคุ้มครองจากบริติชอินเดีย ผู้ปกครองพม่าได้ประหารชาวอาระกันนับพันคน และขนย้ายประชากรส่วนที่เหลือ เข้าไปที่ภาคกลางของพม่า ทิ้งอาระกันให้เป็นดินแดนที่แทบจะร้างผู้คนไปจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดครอง ในระหว่างนั้น มีฑูตคนหนึ่งชื่อ  Sir Henry Yule พบเห็นชาวมุสลิมจำนวนมาก ทำงานรับใช้ราชวงศ์พม่าในฐานะขันที และขันทีมุสลิมเหล่านี้ มาจากอาระกัน

ยุคการปกครองของจักรวรรดิ์อังกฤษ

               อังกฤษได้ส่งเสริมให้ชาวเบงกอลที่อยู่ในดินแดนใกล้เคียง อพยพเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนอาระกัน ในฐานะผู้ใช้แรงงานในฟาร์ม อังกฤษได้ยกเลิกเขตแดนระหว่างเบงกอลและ อาระกัน ทำให้มีไม่ข้อจำกัดในการอพยพระหว่างดินแดน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวเบงกอลนัพพัน จากจิตตะกอง ได้เข้ามาตั้งรกรากในอาระกันและหางานทำ 

               สำมะโนประชากรของอังกฤษปี 1871 รายงานว่ามีมุสลิมอยู่ 58,255 คนในยะไข่ และในปี 1911 จำนวนมุสลิมได้เพิ่มขึ้นเป็น 178,647 คน คลื่นของผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้ามาตามความต้องการแรงงานราคาถูกในกิจการข้าวเปลือกของบริติชอินเดีย ผู้อพยพจากเบงกอล ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากจิตตะกอง หลั่งไหลกันเข้ามาสู่เมืองทางตะวันตกของอาระกัน การอพยพของขาวอินเดีย(ในขณะนั้น) เข้าสู่พม่า ได้กลายเป็นปรากฎการณ์ระดับชาติของพม่า ไม่ใช่แค่ในอาระกัน

        นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ชาวอินเดียเข้าไปตั้งรกรากในพม่าไม่ต่ำกว่า 250,000 คนต่อปี จำนวนผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนถึงจุดสุดยอดในปี 1927 ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพสูงถึง 480,000 คน ย่างกุ้งได้แซงหน้านิวยอร์คในการเป็นปลายทางของผู้อพยพสูงสุดในโลก เมืองใหญ่หลายเมืองของพม่าอย่าง ย่างกุ้ง,ยะไข่, Bassein,Moulmein ผู้อพยพชาวอินเดีย กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ ชาวพม่าต้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง

           ผลกระทบของการย้ายถิ่นฐานมีความรุนแรงโดยเฉพาะในอาระกัน ในปี 1939 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษได้แจ้งเตือนถึงความเป็นปรปักษ์กันระหว่างชาวอาระกันพื้นเมืองที่นับถือพุทธ กับผู้อพยพชาวมุสลิม และจัดตั้งคณะกรรมการนำโดย James Ester และ Tin Tut เพื่อศึกษาประเด็นการอพยพของมุสลิมเข้ามาในอาระกัน คณะกรรมการได้ให้คำแนะนำให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระหว่างเขตแดนของทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดีผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้อังกฤษต้องถอนกำลังออกจากอาระกัน

ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 

           ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเข้าสู่พม่า ทำให้กองกำลังของอังกฤษต้องถอนกำลังไป และหมดอำนาจในดินแดนอาระกัน ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นระหว่าง ชาวอาระกันพื้นเมือง กับชุมชนมุสลิม อังกฤษได้มอบอาวุธให้กับมุสลิมโรฮินจาทางตอนเหนือของอาระกัน เพื่อสร้างแนวป้องกันการบุกของกองทัพญี่ปุ่น  ในขณะที่ตัวเองกำลังหนีตาย แต่ชาวมุสลิมกลับใช้อาวุธนั้นเข้าทำลายหมู่บ้านของชาวอาระกัน แทนที่จะนำไปต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น 

            ในเดือนมีนาคม 1942 ชาวโรฮินจาจากตอนเหนือของอาระกัน สังหารชาวอาระกันพื้นเมืองไปราว 20,000 คน และเพื่อตอบโต้ มุสลิมในเมือง Minbya และ Mrohaung จึงถูกชาวอาระกัน และ Karenni ฆ่าไปประมาณ 5,000 คน ในระหว่างนั้น กองทัพญี่ปุ่นได้กระทำการฆ่า ข่มขืน และทรมาณชาวมุสลิมในอาระกัน ทำให้มุสลิมอาระกันราวๆ 22,000 ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปเบงกอล นอกจากนี้ความรุนแรงยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่มุสลิมในอาระกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาวอินเดีย และอังกฤษ ที่เข้ามาพำนักในช่วง ที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

           เพื่อเตรียมการบุกกลับเข้าสู่พม่า อังกฤษได้จัดตั้งกองกำลังทหารอาสา (V-Force) กับชาวโรฮินจา ในช่วงสามปีที่อังกฤษสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น กองกำลังโรฮินจามุ่งโจมตีชุมชนชาวอาระกัน ใช้อาวุธที่ได้รับจากอังกฤษ เข้าทำลายวัดพุทธ โบสถ์วิหาร เจดีย์ และบ้านเรือนชาวอาระกันอย่างโหดเหี้ยม

ยุคจลาจลหลังสงครามโลก

            ในระหว่างที่ปากีสถาน กำลังต่อสู้ทางการเมืองเพื่อแยกตัวออกจากอินเดีย ในปี 1940 มุสลิมโรฮินจา ได้ก่อตั้งองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดน ไปรวมกับปากีสถานตะวันออก ก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชในปี 1948 ผู้นำมุสลิมได้ติดต่อกับ  โมฮัมหมัด อาลี จินนาร์ ผู้ก่อตั้งปากีสถาน และขอความช่วยเหลือในการรวบรวมดินแดน Mayu เข้ากับ ปากีสถาน โดยอ้างความเข้ากันได้ทางศาสนาและสภาพตามภูมิศาสตร์ สองเดือนต่อมา กลุ่มสันนิบาตมุสลิมอาระกันตอนเหนือก็ถูกจัดตั้งขึ้นในเมืองหลวงของยะไข่  โดยมีเป้าหมายจะรวมดินแดนกับปากีสถาน แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเพราะผู้นำปากีสถานปฏิเสธ และกล่าวว่าเขาจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของพม่า

          หลังจากที่ถูกผู้นำปากีสถานปฏิเสธ ผู้อาวุโสของโรฮินจา ได้ก่อตั้งกลุ่มนักรบมูจาฮีดีน เพื่อดำเนินการจีฮัดในพื้นที่ตอนเหนือของอาระกันในปี 1947 เป้าหมายของกลุ่มมูจาฮีดีน คือการสร้างรัฐอิสลามอิสระขึ้นในอาระกัน ในช่วงปี 1950s พวกเขาเริ่มใช้คำเรียกตัวเองว่า "โรฮินจา" เพื่อสร้างอัตลักษณ์สำหรับอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน  ขบวนการของพวกเขามีความก้าวหน้ามากในช่วงก่อนปี 1962 ที่จะมีการปฏิวัติโดยนายพลเนวิน เนวินได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อต้านโรฮินจาตลอดสองทศวรรต  ส่งผลให้มุสลิมในพื้นที่ต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังคลาเทศในฐานะผู้ลี้ภัยสงคราม 

ยุคหลังได้รับเอกราช และสงครามกลางเมืองบังคลาเทศ

จำนวนของผู้อพยพจากบังคลาเทศ หลังจากที่พม่าได้รับเอกราช ยังไม่แน่ชัดและเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ 

ในปี 1955 มีการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ผู้เขียนคือ Virginia Thompson and Richard Adloff ได้เขียนว่า "การอพยพหลังสงครามจากจิตตะกอง เข้าไปดินแดนนั้น เกิดขึ้นในระดับใหญ่มาก ในพื้นที่ Maungdaw and Buthidaung พวกเขาได้เข้าแทนที่ชาวอาระกัน"

           ในระหว่างปี 1971 ถึง 1973 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในบังคลาเทศ ประกอบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทำให้เกิดการอพยพของมุสลิมเบงกาลีราวๆ 10 ล้านคน เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของยะไข่ 

             ในปี 1975 บังคลาเทศได้ส่งทูตไปเจรจากับพม่า เพื่อขอร้องให้พม่าอย่าขับไล่ ผู้บุกรุก 500,000 คนในอาระกันในระหว่างที่การเมืองภายในบังคลาเทศกำลังวุ่นวาย ในขณะที่กลุ่มพระสงฆ์ก็ออกมาประท้วงรัฐบาลโดยชูประเด็นว่าการอพยพของมุสลิมบังคลาเทศเข้ามาจะทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนแปลงไป นายพลเนวินได้ร้องขอสหประชาชาติเพื่อส่งคืนผู้ลี้ภัย และใช้กำลังทหารขับดันผู้อพยพ 200,000 คนกลับบังคลาเทศในปี 1978 บังคลาเทศประท้วงรัฐบาลพม่าและกล่าวหาว่า ได้ใช้กำลังขับไล่ประชากรมุสลิมพม่านับพันเข้าสู่บังคลาเทศ รัฐบาลพม่าตอบกลับว่าคนเหล่านั้นเป็นประชากรของบังคลาเทศ ที่เข้ามาอาศัยในพม่าอย่างผิดกฎหมาย หลังจากการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ นายพลเนวินตกลงรับผุ้ลี้ภัยจำนวน 200,000 คน กลับมาพำนักในอาระกัน ในปี 1982 รัฐบาลบังคลาเทศได้แก้ไขกฏหมายพลเมืองและประกาศว่า "โรฮินจา" ทั้งหมด ไม่ใช่คนสัญชาติบังคลาเทศ และในปีเดียวกัน รัฐบาลพม่าก็ตรากฎหมายพลเมืองและประกาศว่า "ชาวเบงกาลี" เป็นชาวต่างชาติ

ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาในปัจจุบัน (1990-ปัจจุบัน)

             ตั้งแต่ปี 1990 ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาแตกต่างจากในยุค 1950 ที่ใช้กองกำลังติดอาวุธก่อกบฏ การดำเนินการในยุคใหม่มุ่งเน้นการล็อบบี้ต่างชาติ โดยชาวโรฮินจาที่หลบหนีออกมาได้ มีการสร้างเรื่องชนพื้นเมืองโรฮินจา โดยนักวิชาการโรฮินจา และเผยแพร่คำว่า "โรฮินจา" และใช้นักการเมืองปฏิเสธถิ่นกำเนิดในเบงกาลี นักวิชาการโฮินจาอ้างว่า ยะไข่เคยเป็นรัฐอิสลามมานับพันปี หรือมีกษัตริย์มุสลิมปกครองยะไข่เป็นเวลา 350 ปี สมาชิกสภาชาวโรฮินจายังเคยกล่าวว่า "โรฮินจาอยู่ฮาศัยในยะไข่มาตั้งแต่ยุคที่พระเจ้าสร้างโลก อาระกันเป็นของเรา และมันเคยตกเป็นดินแดนของอินเดียมา 1,000 ปี" พวกเขามักจะย้อยรอยถิ่นกำเนิดของโรฮินจาไปถึงนักเดินเรือชาวอาหรับ  แต่การกล่าวอ้างนี้ถูกปฏิเสธในวงวิชาการว่าเป็น "นิทานที่แต่งขึ้นใหม่" นักการเมืองโรฮินจาบางคนใช้วิธีการตราหน้านักประวัติศาสตร์นานาชาติว่า เข้าข้างชาวยะไข่ เพื่อปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานอ้างอิง แม้กระนั้น เรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างหลังการจลาจลในปี 2012
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขข้อความเมื่อ 11 พฤษภาคม 2558 เวลา 15:42:14 น.

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เกลียดแม่ง จนเขียนกลอนเป็น ไอ้อี

สมองหมาปัญญาควาย อีขายชาติ ไอ้อุบาท ชาติชั่ว มั่วตันหา กูจะกร่น กูจะแช่ง ทรรา ให้ชีวา มึงอัปรีย์ ชีวีวาย มึงขายตัว ขายชาติ ขาดสำนึก เอาข้าศึก ยึดแผ่นดิน ถิ่นอาศัย มึงไอ้ชั่ว ไอ้เลว เวรตะไล ไสหัวไป อยู่กะเหลี่ยม เตรียมตัวตาย! ...สัส...

กูอดทน ให้พวกมาร มานานแล้ว

กูอดทน ให้พวกมาร มานานแล้ว เพราะกูขาด แนวร่วม คนหาญ กล้า บัดนี้มาร เหิมเกริม อหังการ์ กูจึงมา แสดงพลัง ขับไล่มาร ทั้งหญิงชาย หนุ่มสาว คนเฒ่าแก่ ไม่ยอมแพ้ จะขอสู้ อย่าง ห้าวหาญ จะขอสู้ ทั้งชีวิต จิตวิญญาณ ประเทศไทย คือบ้าน ของพวกกู! ถึงเวลา ไล่คนชั่ว ไปพ้นบ้าน ถึงเวลา ที่ต้องหาญ มาต่อสู้ ถึงเวลา พวกเรา ต้องเชิดชู ให้โลกรู้ กูรัก แผ่นดินไทย! ใครจะหยาม กูไม่ยอม กูพร้อมสู้ ให้โลกรู้ กูแข็งแกร่ง สักแค่ ไหน เห็นพวกกู อดทนจนได้ใจ มาคราวนี้ประเทศไทยต้องไร้ มาร! อย่างพวกมึง! ดร. เสรี วงษ์มณฑา 23 พ.ย 56

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขำขำ 2 จาก กนก

1.) ผู้หญิง 2 คนคุยกัน
"ถ้าจะมีผัวระหว่างไฟฟ้า กับตำรวจแกจะเลือกใคร"
"ไฟฟ้าซิยะ"
"ทำไมอะ !"
"ตำรวจ จับอย่างเดียว..
แต่ไฟฟ้า จับแล้วดูดด้วย"

2.) หลังจากที่พ่อแม่หย่ากัน ลูกชายตัวน้อยเดินผ่านห้องนอนของแม่ที่เปิดประตูแง้มอยู่ และเห็นแม่กำลังลูบไล้ตัวเองและร้องครางเบาๆ ว่า
"ฉันอยากได้ผู้ชาย ฉันต้องการผู้ชาย"

เด็กชายตัวน้อยเกิดความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกับแม่ และเขาก็ยังเห็นแม่ทำอย่างนี้อีกหลายครั้งในเดือนนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเดินผ่านห้องนอนของแม่ และเห็นว่ามีผู้ชายจริงๆกำลังถึ่งโป๊ะแม่อยู่ในห้อง เห็นแบบนั้นเด็กรีบวิ่งกลับไปที่ห้องนอนตัวเอง แล้วกระโดดขึ้นเตียงลูบตัวเองทันที พร้อมกับพูดเบาๆว่า
"หนูอยากได้จักรยาน หนูต้องการจักรยาน"

3.) มีครอบครัวหนึ่ง มีผู้หญิงทั้งที่เป็นสาว และไม่สาวอยู่ 4 คน คืนนั้นผู้ชายของบ้านนี้ เค้าไปช่วยกันหาควายที่หลงป่าอยู่ ทั้งวัน ทั้งคืน จึงค้างแรมที่ป่า ไม่ได้กลับมานอนบ้าน

ในคืนนั้นเอง โจรได้เข้าปล้นบ้านที่เหลืออยู่แต่ผู้หญิงพอดี โจรมันปล้นเอาทรัพย์สินและพากัน "ข่มขืน" ผู้หญิงในบ้านนั้นทีละคนๆ จนเหลือเพียงแต่ยาย อายุ 70 ปี เป็นคนสุดท้าย ทุกคนในบ้านต่างพากันขอร้อง..วิงวอนโจรได้โปรดปราณียายเค้าเถอะ..ยายเค้าแก่แล้ว…พอยายได้ฟังดังนั้นก็ กลับตวาดลูกหลานว่า …“พวกเองไม่ต้องเสือก ปล่อยให้คุณโจรเขาพิจารณาเอง”

4.) มีพระราชาอยู่องค์นึง เดินเที่ยวในป่า พอดีเจองูตัวหนึ่งซึ่งเป็นงูวิเศษ งูบอกให้พระราชาหยุดขบวนก่อน เพราะงูจะข้ามไปอีกฟากนึก พระราชาก็หยุดให้ งูซาบซึ้งในน้ำใจ จึงบอกว่าตัวเรานี้เป็นงูวิเศษ เราจะให้พรเจ้าสามประการ พระราชาจึงบอกว่า ข้อแรกขอให้หล่อเหมือนผู้ประกาศข่าวเนชั่น ข้อสองขอให้เสียงดีเหมือนกนก รัตน์วงศ์สกุล และข้อสุดท้ายขอให้มี !!!..ใหญ่เหมือนม้าที่ขี่มา งูก็ตกลง

พอพระราชากลับวัง แล้วรีบขึ้นไปข้างบน ไปดูกระจก เห็นหน้าตาของตนหล่อเหลาเหมือนผู้ประกาศก็ดีใจ จากนั้นไปหยิบกีตาร์มาเล่นและร้องเพลงประกอบ เสียงก็เพราะมาก จากนั้นก็เข้าไปในห้องน้ำ จ๊าก!!! เสียงของพระราชาดังลั่นพระราชวัง ทหารผู้ติดตามรีบขึ้นมาดู แล้วถามว่าเป็นอะไร พระราชาก็บอกว่า "ข้าลืมไปว่าเมื่อกี้ข้าขี่ม้าตัวเมีย"

5.) เรื่องเกิดขึ้นในท้องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตั้งท้องเป็นเด็กแฝดสามคน
เด็กทั้งสามได้คุยกันว่า………

แฝดคนที่ 1 : โดขึ้นข้าอยากเป็นนักว่ายน้ำเพราะว่าข้าฝึกว่ายน้ำในท้องแม่ทุกวันเลย ฮ่าๆๆ

แฝดคนที่ 2 : ส่วนข้าอยากเป็นศิลปินเพราะว่าอวัยวะภายในของแม่ช่างสวยจริงๆ

แฝดคนที่ 3 : ข้าอยากเป็นนักมวย!!! แฝดคนที่สามพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโห..

แฝดทั้ง 2 คน : อ้าวทำไมถึงอยากเป็นนักมวยล่ะ?

แฝดคนที่ 3 : เดี๋ยวถ้า "ไอ้หัวเหม่งแดง" นั่นโผล่เข้าโผล่ออกอีกเมื่อไหร่ จะชกให้หน้าหงายเลย!! คอยดู ^^

ขำขำ จากกนก

1.) อาจารย์ : อาจารย์จะให้ของขลังไว้ป้องกันตัว
ลูกศิษย์ : อะไรคับอาจารย์
อาจารย์ : "กุมารทอง กะ นางกวัก"
ลูกศิษย์ : ขลังไหมครับ
อาจารย์ : ความขลังนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เพื่อนของอาจารย์เป็นรัฐมนตรี วันแรกรับตำแหน่งเดินออกมาหน้าบ้าน มีมือปืนขับมอเตอร์ไชต์มาจะยิง แต่กุมารทองบังร่างเอาไว้ มือปืนมองไม่เห็นขับมอเตอร์ไซค์ผ่านไป
ลูกศิษย์ : โหว รอดตายหวุดหวิดสิครับ
อาจารย์ : นางกวักกลัวน้อยหน้า กวักมือเรียกมือปืน กลับมายิง ตายคาที่ !!
ลูกศิษย์ : !?!?

2.) สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันมากว่า 40 ปี พอครบรอบวันแต่งงาน ทั้งคู่มาฉลองกัน เมื่อทั้งคู่เริ่มเมา สามีเริ่มถามภรรยาว่า "ที่รัก ไหนๆเราก็แต่งงานกันมา 40 ปี มีลูกด้วยกันตั้ง 10 คน แต่ทำไมไอ้ลูกคนสุดท้ายมันหน้าไม่เหมือนฉันเลย ตอบมาเถอะ..ฉันจะไม่โกรธ"
ภรรยาเลยตอบไปว่า "โถ่ที่รัก ในบรรดาลูกทั้งหมด ลูกคนสุดท้ายคือลูกคุณแน่ๆค่ะ"

3.) เจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันไม่นาน ก็พากันขึ้นรถไฟ
ไปฮันนีมูนกันถึงหาดใหญ่ โชคไม่ค่อยดี เพราะเป็นช่วงเทศกาล ทั้งคู่ตีตั๋วนอน แต่เป็นเตียงที่อยู่ตรงข้ามกัน
ตกดึกคืนนั้น..เจ้าบ่าวแสนหงุดเงี้ยว และนอนไม่หลับทั้งคืนก็กระซิบบอกกับเจ้าสาวค่อยๆว่า
เจ้าบ่าว : ที่รักจ๊ะ ข้ามมาเตียงผมนี่สิ
เจ้าสาว : ไม่ได้ ฉันไม่รู้จะข้ามไปยังไง
เจ้าบ่าว :นี่ที่รัก..ผมมีอะไรบางอย่างที่เป็นดุ้นยาวๆ
และแข็งปั๋งเลย ผมจะยื่นมันไปหาคุณ แล้วคุณก็ไต่มันข้ามมานะ
(ทันใดนั้นเองก็มีเสียงผู้ชายสอดขึ้นมาจากเตียงข้างล่างว่า)
ผู้ชาย : แล้วจะให้เธอไต่อะไรกลับละ เวลาเสร็จแล้ว !

4.) บรรจง : วันวาเลนไทน์พี่ซื้ออะไรให้แฟน?
ธีระ : กูซื้อดอกมะลิ
บรรจง : อ่าว..ทำไมซื้อดอกมะลิให้ล่ะ เค้าให้ดอกกุหลาบไม่ใช่เหรอพี่
ธีระ : กูไม่รู้อะ ใครให้กูดูดนม กูซื้อดอกมะลิให้ห­มด!
บรรจง : อืม...พี่ลึกซึ้ง !!

5.) คลีนิครับตรวจภายในสตรีแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวยมาหาหมอ เพราะก้าวลงบันไดพลาด จน "ของสงวน" ไปกระแทกราวบันได
หญิงสาว : หนูเจ็บมากค่ะ แต่หนูก็อาย
หมอ: ไม่ต้องอาย หมอไม่คิดอะไรหรอก เห็นมามากแล้ว
หญิงสาว : ก็ได้ค่ะ ขอยาฉีดนะคะ หนูทานยายาก
หมอ : ได้สิ เดี๋ยวตอนฉีดจะเสียวหน่อยนะ ไม่เจ็บหรอก แต่หมอ
ต้องฉีดยาฆ่าเชื้อข้างในก่อน ไม่ต้องกลัว ไม่ใช้เข็ม
หญิงสาว : เข้านิดเดียวนะคะ
(แล้วหมอก็ฉีดกระบอกแท่งกำลังล่ำ..เข้าๆออกๆ เข้าๆออกๆ)
หญิงสาว : อือๆๆๆ
หมอ : เจ็บเหรอ เสร็จแล้ว กลับได้
หญิงสาว : เอ่อ..หนูว่า..ข้างในยังไม่ค่อยสะอาดนะค้ะ
หนูขออีกสักสองกระบอกเถอะค่ะ จะได้หายไวๆ ^^

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปลี่ยนหัวฉีดแล้วอยากเติมน้ำมัน91 95 E20 E85 อันไหนก็ใช้ได้ใช่หรือไม่

สามารถเติมใช้ได้หมด เพราะหัวฉีดอยู่ในช่วงที่ ECU ควบคุมได้ครับ
ส่วนใหญ่คนที่เปลี่ยนหัวฉีดจะหนีไปใช้ E20 E85 เป็นหลักครับ หวังผลความแรง และประหยัดเงิน ในกรณีถ้าท่านเจ้าของรถยังคิดจะกลับมาใช้ 91 ,95 แนะนำไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับเปลืองตังค์เปล่าๆ แต่ถ้าใช้ E85 เป็นหลักและเกิดกรณีหาปั๊มเติมไม่ได้สามารถเติมแบบชั่วครั้งชั่วคราวได้ครับ พอเจอปั๊ม E85 ก็เติมใส่ซะ จบครับ

อย่างตัวผมก็เติม E85 เป็นหลักเลยครับ

แนะนำนะครับ ไม่ควรเติมน้ำมันสลับไปมาหรือผสมนะครับ ไม่ว่าจะน้ำมันชนิดอะไร แม้ในทางทฤษฎีจะทำได้ แต่ในทางปฏิบัติจะไปมีผลเรื่องอัตราส่วนผสมและองศาไฟที่ ECU ต้องปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง ทำให้การประมวลผลผิดพลาด และเกิดความเสียหายได้



เพิ่มเติมเป็นความรู้นะครับ
การประมวลผลสำหรับ ECU รถรุ่นใหม่ๆที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลายๆชนิดนั้น
ทำการประมาณผลแบบเข้าค่า Lambda=1 ครับ เพราะเชื้อเพลิงแต่ละชนิดจะมีอัตราส่วนผสมอากาศต่อน้ำมัน (A/F Ratio) ที่ไม่เท่ากันครับ ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่บ่อยๆ ECU ก็จะทำการตรวจสอบและประมวลผลให้เข้าค่า Lambda=1 ใหม่ครับ

Lambda =1  หมายถึง ส่วนผสมพอดี
Lambda >1  หมายถึง ส่วนผสมบาง
Lambda <1 nbsp="" span="">

ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดจะมีอัตราส่วนผสมโดยประมาณดังนี้ครับ

เบนซิน 91,95,E10 ค่า Lambda=1 จะมีค่า A/F ที่ 14:1
E20                   ค่า Lambda=1 จะมีค่า A/F ที่ 12:1
E85                   ค่า Lambda=1 จะมีค่า A/F ที่   9:1
LPG                   ค่า Lambda=1 จะมีค่า A/F ที่  15:1

ดังนั้นถ้า ECU ไม่สามารถดึงค่า Lambda ให้อยู่ตามที่กำหนดได้ ไฟ Engine ก็จะโชว์
เป็นการเตือนถึงสถานะการเผาไหม้ที่ผิดปกติ


--------------------------------------

น้ำมัน E85 ต้องการปริมาณน้ำมันที่หนากว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ
ในกรณีที่ท่านเติม E85 ผสมกับน้ำมันชนิดอื่นที่มีอัตราส่วน A/F บางกว่า จึงทำให้สามารถใช้งานได้เพราะ ECU และระบบหัวฉีด ยังเพียงพอที่จะควบคุมให้ค่า Lambda=1 ได้   แต่พอเติม E85 เพียวๆ ECU จะทำการประมวลผลใหม่เพื่อดึงค่า Lambda ให้เท่ากับ 1 จึงสั่งให้หัวฉีดยกมากขึ้น มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ จนสุดท้ายเมื่อทำไม่ได้ก็จะทำการแจ้งเตือนเป็นไฟ Engine โชว์

ส่วนท่านที่ใช้ LPG แล้วไฟไม่โชว์ ก็เพราะโดยลักษณะของ LPG มีอัตราส่วนผสมพอดีที่บางกว่าน้ำมันครับ  แต่การที่หลายๆท่านบอกว่าใช้แก๊สแล้วเครื่องร้อน สาเหตุหลักมาจากการลามไฟที่ช้าของ LPG แล้วไม่ทำการปรับองศาไฟให้แก่ขึ้น จึงทำให้การสันดาปอยู่ในสถานะไฟอ่อน (จุดระเบิดล้าช้า) เกิดเป็นความร้อนที่ไม่เกิดงานสะสมในห้องเผาไหม้ ทำให้ลูกสูบละลายได้นะครับ ซึ่ง E85 ก็มีลักษณะการลามไฟล้าช้าเหมือน LPG ครับ
ถ้าใครรู้จุดการปรับจูน LPG จริงๆบอกได้เลยว่าแรงมากครับ แต่เท่าที่จูนมายังไงก็ยังสู้ E85 ไม่ได้ครับ

เรื่ององศาไฟสำหรับมิราจก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะมี Knock Sensor เป็นตัวควบคุมองศาไฟอยู่ครับ แต่ก็เป็นเพียงแค่ปรับชดเชยครับ ยังไม่ใช่จุดที่ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นรถECUรุ่นเก่าต้องทำการ Remap ตารางไฟใหม่หมดเลยครับในการปรับใช้น้ำมัน E85 เพื่อความแรง

ส่วนหัวฉีดที่ผมเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นหัวฉีดเฉพาะสำหรับน้ำมัน E85 นะครับ หัวฉีดทุกตัวที่เป็นรุ่นระบบวาล์ว (ไม่ใช่หัวเข็ม) จะรองรับน้ำมันทุกรูปแบบครับ เพียงแต่ว่าต้องคำนวณปริมาณการฉีดใหม่ เพื่อให้ป้อนน้ำมันเพียงพอต่อการสันดาปครับ ให้พลังงานออกมามากที่สุด (แรงม้า)  ในเมื่อผมเปลี่ยนหัวฉีดให้ cc มากขึ้นและอยู่ในช่วงการใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งอะไรครับ เพราะ ECU จะประมวลผลของมันเอง  แต่ถ้าเมื่อไหร่จับ Mirage มา Set Turbo ถึงคราวนี้ท่านจะต้องเปลี่ยนหัวฉีดให้ cc มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวซึ่งมันจะเกินการคุมควบของ ECU เดิมทั้งในเรื่องน้ำมัน,อากาศ,องศาไฟ จึงต้องหากล่อง PIGGY BACK หรือ กล่อง Stand Alone มาควบคุมการสันดาปใหม่ทั้งหมดครับ 
หลายท่านจะรู้จักในนาม จำพวก E-manage , F-Con Vpro , MOTEC , AEM , WOLF ฯลฯ

บอกได้เลยครับ ถ้าแรงม้าต้นสังกัดเครมมา 78 แรงม้า (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใช้เชื้อเพลิงอะไร)
และถ้าท่านนำไปเติม E85 โดยไม่ทำการเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงตามอัตราส่วนผสมที่ควรจะเป็น แรงม้าท่านจะตกทันที 20% โดยประมาณครับ วิ่งได้ครับผมไม่เถียงแต่ไม่แรงครับ

ฉะนั้นที่ผมเปลี่ยนหัวฉีด ผมคำนวณมานะครับ ไม่ใช่ว่านึกจะใส่ก็ใส่ ไม่อย่างนั้นไฟ Engine ก็คงโชว์ตั้งแต่แรกแล้วครับ

ส่วนท่านที่ Start ติดยากก็เป็นเพราะหัวฉีดสั่งจ่ายน้ำมัน E85 ไม่พอครับ มันเลยจุดไม่ติด จึงต้องลากเพื่อให้น้ำมันลงจนจุดไฟติดครับ

เป็นเพราะผมได้มีโอกาสมีมิราจไว้ในครอบครอง จึงได้ทดสอบทดลองครับ
สอบถามได้นะครับตอบได้ก็จะตอบแชร์ๆกันไป อยากให้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องครับ

และก็เข้าใจครับว่าทุกท่านที่เลือกใช้มิราจก็เน้นใช้งานแบบประหยัด เป็นการลดต้นทุนในชีวิตประจำวัน ก็ไม่อยากให้เสียตังค์เยอะครับ และก็ไม่อยากให้เข้าใจผิดจนกลายเป็นการหลอกลวงครับ ศึกษาข้อมูลเยอะๆครับ

ส่วนเรื่องผลระยะยาว ให้สังเกตที่ท่อยางระบบเชื้อเพลิงครับ แต่ที่ผมดู มิราจใช้ท่อยางผสม Teflon ครับ ซึ่งทน E85 มากกว่าท่อยาง R9 

ส่วนของเครื่องยนต์ไม่มีผลครับ เพียงแค่ปรับจูนให้ถูกตามอัตราส่วนที่ผมบอกข้างต้นครับ สำหรับท่านที่ใช้ E85 kit ก็ระมัดระวังในการปรับจูนนะครับเพราะท่านไม่สามารถรู้ได้ว่าที่ท่านปรับนั้นเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมพอดีหรือเปล่า ซึ่งถ้าปรับไม่ถูกก็เสี่ยงมากครับ

Credit: AWR
http://board.eg3d-club.com/index.php/topic,48314.0.html